จุดเปลี่ยน}Twist

posted on 17 Aug 2014 22:15 by mimirynmonrow directory Travel, Diary

อย่างที่เคยเล่าไปในตอนก่อนๆว่าชีวิตการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนี่ มันยากจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพื่อน เรื่องการปรับตัว ถึงกับเขียนคำว่าเหงาทุกวัน แต่ในเรื่องร้าย ก็ไม่ได้แย่เสมอไป มันมักมาพร้อมกับสิ่งดีๆ ในครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องดีมากๆด้วยค่ะ

                As I have mentioned in the earlier entries that being an exchange student is tough, whether it is about friends, or about adaptation to the society.  I wrote the word “lonely” almost every day, but sometimes bad times are not too bad, they usually come with good things.

                การเปิดภาคเรียนใหม่ หลังจากหยุดช่วงฤดูร้อนไป ก็เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยค่ะ แค่เปิดเทอมไปวันแรก ก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง ชีวิตที่โรงเรียนเปลี่ยนไปมากค่ะ อยู่ๆเพื่อนๆก็เข้ามาทักทาย เข้ามาคุย มาเล่นกับเรา วันแรกไปถึง เพื่อนคนที่ไม่ค่อยจะสนใจเรา ก็ทักทายเราว่า “โอฮาโย” แล้วก็ชวนเราคุยต่อ หลังจากวันนั้น เค้าก็ดีกับเรามากๆ ชวนคุย ถามคำถาม เวลานั่งอยู่กับเพื่อนคนอื่นๆ แล้วเพื่อนคุยกัน เราไม่เข้าใจ เขาก็ช่วยแปลให้ด้วย หลังจากนั้นเพื่อนๆที่นั่งอยู่แถวๆเดียวกับเรา ก็คุยเล่นกัน แล้วก็ชวนเราคุยและเล่นด้วย

                The start of the new semester after summer holiday was the “twist” of my life as an exchange student.  My life at school had changed a lot.  I could feel the differences only from the first day of school.  My classmates came to greet, talk, and play with me.  As I got to school, a friend who had not talked to me much earlier greeted me, “Ohayou” and began to talk.  She was very nice to me on that day.  She asked me a lot of questions and when we were with others and they were talking about something I did not understand, she translated it to me so that I could know what was going on.  I felt that I was involved in the group more than ever. 

                อีกวันนึง ก็มีเพื่อนอีกคนนึงที่นั่งอยู่ใกล้ๆกัน เขาก็ชวนเราไปเปลี่ยนชุดพละด้วยกัน จากเดิมที่ไม่เคยมีใครรอ ไม่มีใครชวน ไม่มีใครบอกว่าจะต้องทำอะไร อยู่ๆมันก็เปลี่ยนไป เพื่อนคนนี้ เหมือนเป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตเราเลยด้วยซ้ำไป เขาช่วยเราในทุกๆเรื่อง และมากที่สุดเท่าที่จะช่วยได้ เพิ่งเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า “มีเพื่อนแท้จริงๆ” (ครั้งแรกในโรงเรียนที่ญี่ปุ่น) ชีวิตที่โรงเรียนหลังจากนั้น ก็เลยดีขึ้นมากๆเลยค่ะ มีความสุขขึ้นเรื่อยๆ

                In another day, a memorable moment occured again.  A girl who sat near me asked me to go and get changed for P.E. class together.  No one had ever asked me to go with them.  No one had ever told me what to do or where to go, but it suddenly changed.  This girl really changed my life.  She helped me in everything and as much as she could.  It was the first time for me feeling that “I have a true friend.”  (I mean my first time in Japan)  After that, my life at school got a lot better and became happier.

ไม่ใช่แค่เพื่อนสองคนนั้นนะคะ ที่เข้ามาสนใจเรา แต่เยอะมากๆ เพื่อนๆผู้ชายยังเข้ามาคุยด้วยเลย มีอยู่วันนึงหลังเลิกเรียน เราอยู่ในห้อง กำลังจะทำการบ้าน ก็มีเพื่อนผู้ชายคนนึงเดินมา แล้วก็นั่งลงที่โต๊ะใกล้ๆหันหน้ามาทางเรา ตอนนั้นเราตกใจมาก(ไม่ใช่ตกใจเพราะกลัวนะคะ5555) ตกใจเพราะว่าปกติ เขาไม่เคยพูดกับเราเลยด้วยซ้ำ แล้วก็มีเพื่อนอีกสองคนตามมา แล้วมานั่งลงใกล้ๆด้วยเหมือนกัน เขาถามเราว่าเราจะกลับเดือนกุมภาปีหน้าแล้วหรอ(ตอนนั้นเหลืออีกแค่สี่เดือน) แล้วเขาก็บอกว่า เร็วจัง อีกแป๊ปเดียวเอง ทำไมไม่อยู่ต่อถึงจนจบม.ปลายด้วยกันเลยล่ะ เราก็ไม่รู้จะตอบยังไง แต่ก็รู้สึกดีนะ ที่เพื่อนอยากให้เราอยู่ต่อ แล้วเขาก็ชวนคุยหลายเรื่องเลย เช่น ถามว่าภาษาไทยหรือญี่ปุ่นง่ายกว่ากัน เราก็ตอบว่า ก็ต้องภาษาไทยสิ เขาก็ถามว่าทำไม เราก็เลยถามกลับไปว่า งั้นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษอันไหนง่ายกว่ากัน เพื่อนก็มองหน้ากัน แล้วก็พูดกันประมาณว่า “เออเนอะ ถามได้” 555 แล้วเพื่อนอีกคน ก็ถามเราว่า “กุ้งที่ไทยตายหรอ” เราก็งงมาก พูดถึงอะไร เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า ฟังข่าวเมื่อเช้า เห็นบอกว่า กุ้งแถวอีสานตายเยอะมากเลย เราก็บอกว่าเราไม่รู้เลย ไม่ได้ดูข่าว แต่ตลกดี ที่อยู่ๆเพื่อนก็ถามแบบนี้ และรู้สึกดีที่เพื่อนให้ความสนใจกับประเทศไทยด้วย วันนั้นสนุกมากๆ เป็นเหตุการณ์ประทับใจอีกอย่างหนึ่ง ที่เราได้รู้ว่า เพื่อนไม่อยากให้เรากลับไป :)

There were not only those two people who came to talk to me, but a lot! Even boys came!  One day after school, I was about to do my homework, a guy friend came and sat at the table near me.  I was startled, not because he was scary or anything, but it was because he had never talked to me before.  Other two boys later joined him and sat down near my desk.  They asked me if I was really going back to Thailand next February.  They said that it was fast, and there were not much time left.  (I had only four more months left at that time)  They asked why I don’t stay there and graduate together from that school.  I didn’t know how to reply, but I was glad that they didn’t want me to leave.  They continued to talk to me about many things. 

They asked, “Which one do you think is easier, Thai or Japanese?”

“Of course it’s Thai!” I replied, and then they asked “Why?” so I asked them back, “Which one is easier for you, Japanese of English?”

They looked at each other and said something that kind of means like “Oh yeah, that’s common.”

Another boy said, “I heard that Thai shrimps are dead.” I was like “What?” I had no idea of what he was talking about, so he told me that he heard news this morning that thousands of Thai shrimps in the North East died.

It was hilarious of him to ask something like that, but I was glad that he is interested in Thailand.  I really enjoyed that day and it was one of my most impressive events.  It made me realized that friends did not want me to leave. :)

ชีวิตของเราหลังจากปิดเทอมหน้าร้อนนั้น ดีมากๆเลยค่ะ เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุด ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆบ่อยขึ้น เพื่อนชวนไปกินเนื้อย่าง ไปร้องคาราโอเกะ (วิถีชีวิตญี่ปุ่นมากๆ555) สนิทกับเพื่อนฝรั่งในแชปเตอร์เดียวกันมากขึ้น คุยกันเยอะขึ้น ได้ไปเที่ยวกับโฮสต์หลายที่มากๆ ไปโตเกียว ไปฮอกไกโดด้วยกัน สนุกมากกกมากกกกกก เลยค่ะ

My life after the summer holiday was the best part of my exchange year.  It was when I was happiest.  I got to hang out with friends more.  Friends invited me to go and eat grilled meat (yakiniku), sing karaoke (so Japanese LOL) and I became closer to other exchange students in the same chapter.  I went to many places with my host family, such as Tokyo and Hokkaido.  I had LOADS of fun!

okonomiyaki!!

yakiniku!

hehehe had so much fun that night

Tokyo Disney Sea with my host motherCool

Amazing place in Hokkaido!

skiing

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ เรารู้สึกว่า มันเป็นผลมาจากการที่เราพูดภาษาของเขาได้มากขึ้นค่ะ จากเดิมที่เราพูดไม่ได้เลย ฟังก็ไม่รู้เรื่อง ทำให้เพื่อนไม่กล้าเข้ามาคุยกับเรา เพราะเขาไม่รู้จะคุยยังไง พูดอะไรมา เราก็ไม่รู้เรื่อง แล้วเขาก็อายที่จะพูดภาษาอังกฤษกับเรา แต่พอถึงจุดนึง ที่เราสื่อสารได้ ทุกคนก็เข้ามาคุยกับเรา มองเราเป็นเพื่อนคนนึงในห้องเลย เพราะฉะนั้น ที่ผ่านๆมา ที่เพื่อนปล่อยให้เราอยู่คนเดียว เหงาๆ ไม่ใช่เพราะเค้าไม่สนใจ จริงๆเขาสนใจมากๆ อยากจะเข้ามาคุย แต่ก็ไม่กล้า เพื่อนๆหลายคนที่มาสนิทกับเรามากขึ้นในตอนหลัง ทุกคนพูดเหมือนกันหมด ว่าน่าจะเข้ามาคุยตั้งนานแล้ว เสียดายเวลาที่ผ่านไป แต่ที่ไม่มาคุย เพราะอาย ไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ สรุปได้ว่า การที่เราไปอยู่ในประเทศเค้า แล้วเราพูดภาษาของเขาได้ มันช่วยให้เราสามารถเข้าถึงกันได้มากกว่าการที่เราไม่รู้ภาษาเค้าเยอะเลยค่ะ ก็เหมือนเวลาที่เราเห็นฝรั่งพูดไทย มันก็ทำให้เรารู้สึกภูมิใจและชอบที่เค้าสนใจในภาษาและวัฒนธรรมของเรานั่นแหละค่ะ

                All of the things that had happened were the results from capability to speak their language.  I could not understand Japanese at all when I first went there, so friends were afraid to come and talk to me.  They did not know what to talk because I would not understand them anyway and they were afraid to speak English with me.  However, when it reached the point that I could communicate, everyone came to talk to me.  They treated me as one of their classmates.  In fact, the reason that they left me alone was not because they did not want to talk to me, they really wanted to talk but was too scared.  Most of my classmates who became my friends afterward all agreed that they should have come to me earlier and regretted for not talking to me.  They told me that they were shy to speak English.  In conclusion, when we can speak the local language of the different country we’re living in, it helps us to come in contact with the people there easier with closer relationship.  It is just like when Thai people hear foreigners speak Thai, we feel proud and glad that they are interested in our language and culture.

 

ปล.ขอแทรกนิดนึงนะคะ คือตอนที่ไปโตเกียว เรารู้สึกว่า คนมันเยอะเกินไปมากกกๆ แบบเวลาเดินทีนี่ นมคนข้างหลังชนหลังเราเลย คือมันแน่นขนาดนั้นเลยค่ะ เลยค้นพบว่าไม่ค่อยชอบอยู่ในเมืองใหญ่เท่าไหร่ เวลากลับไปถึงเมืองโอโนมิจิ จะรู้สึกแบบ โล่งอก สบายใจ แบบว่า นี่แหละน้า ถิ่นเรา ไปโตเกียว ไปอยู่ในเมือง มันไม่ใช่ตัวเราอะค่ะ อยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเท่าบ้านเราล่ะเนอะ :D

Ps. A little observation I had when I went to Tokyo- I felt that it was way too crowded in Tokyo.  I could literally felt the boobs of the person behind me when walking on the street! LOL It was that crowded!  I observed that I do not really like living in a big city, just a sojourn is okay, but not every day.  Every time when I went back to Onomichi after a trip to big cities, I felt safe and sound.  I feel like this is my place and Tokyo is not.  No other place is as sweet as home. :) 

 

edit @ 21 Aug 2014 21:23:57 by Mimiryn

Comment

Comment:

Tweet

อ่านเพลิน น่าติดตามมากค่ะ

#18 By n.renasmae on 2015-10-01 16:20

WOW , อ่านแล้วยิ้มไปด้วยเลย เป็นประสบการณ์ที่ดูน่าสนุกจัง ^ ^ 
รู้สึกมีความสุขไปด้วยเลยล่ะค่ะ :D

#17 By VANETTO' on 2015-09-30 20:40

ติดตาม

Hot! open-mounthed smile

#15 By Human on 2015-09-17 00:09

เจ๋งมากเลยค่ะ

#14 By lutécia on 2015-06-29 19:32

big smile

#13 By Namedphat on 2015-05-29 22:28

เยี่ยมยอดครับ อยากไปบ้างงงงงงง Hot!

#12 By ruz on 2015-04-20 20:31

ว๊าววววววววววววววว ชีวิตน่าสนุกมากๆเลย

#11 By สกุณนิศ on 2015-04-20 00:00

#10 By (171.101.53.24|171.101.53.24) on 2014-11-19 17:38

น่ารักมากๆเลยค่ะ อ่านเพลินเลย > <//

#9 By yeast. on 2014-10-10 11:46

พี่สาวเขียนเก่งมากเลยค่ะ! ทัยก็เพิ่งเขียนบล็อกเหมือนกัน แต่เขียนในมุมมองคนก่อนไปแลกเปลี่ยนค่ะ -w-

#8 By Iam'cherrrrTHAI on 2014-09-07 15:10

แงงงงงง้ ดูแกขยันอ่ะมิ้ม
เขียนอีกนะๆ Fighto!!!
//เคค่ะsurprised smile

#7 By The Key on 2014-08-29 09:17

อ่านเพลินมาก Hot! Hot!
ปล.ตลกที่อยู่ๆก็ถามว่าที่ไทยกุ้งตายหรอ
555555555555555

#6 By BPPBPP8 on 2014-08-26 18:00

@sorbet ขอบคุณมากนะคะ  :D

#5 By Mimiryn on 2014-08-21 21:03

สวัสดีหนูมิ้ม ป้าเพิ่งมีโอกาสติดตามอ่านblog ของมิ้มย้อนหลัง(จากคำแนะนำของคุณแม่ที่เมืองไทย) ได้รับรู้ว่า มิ้มเขียนเก่ง ถ่ายทอดประสบการณ์ได้ดี มีข้อคิดสะท้อนอารมณ์ตามวัยที่น่าสนุกและชวนติดตาม ชอบรูปต่างๆที่มิ้มนำมาลงประกอบเนื้อเรื่อง (ฝีมือดี พอๆกับคุณแม่ เอ๊ะ หรือจะดีกว่า? big smile ) การจดบันทึกและเก็บความทรงจำต่างๆ ทั้งดีและแย่(ในขณะใดขณะหนึ่ง) สามารถนำมาทบทวนเป็นบทเรียนที่ดีต่อไปภายหน้าได้มากๆๆๆ สามารถต่อยอดได้ตลอดเวลาไม่ว่าหนูมิ้มจะเดินไปสู่วัยใดๆก็ตามของชีวิต อย่าลืมความมุ่งมั่นที่มิ้มเขียนไว้ว่า อยากจะนำสิ่งดีๆบางอย่างมาพัฒนาสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา นับเป็นทัศนะที่ดีมากของมิ้ม ขอชื่นชมคะ big smile

#4 By ป้าสุ (1.10.199.72|1.10.199.72) on 2014-08-20 23:11

Hot! ชอบมากเลยค่ะ อ่านเพลิน น่ารักมากๆ confused smile

#3 By sorbet* on 2014-08-20 22:20

Great story! This will be a valuable experience.

#2 By Timmy (180.183.53.181|180.183.53.181) on 2014-08-19 13:42

นี่ละค่ะบทสรุปที่สำคัญมากเลย "อยู่บ้านใคร อยู่ประเทศใคร เราก็ต้องหัดเรียนรู้ภาษาของเขาก่อนเลย" คนอยู่เมืองนอกหลายคนบางทีคิดอย่างนี้ไม่ได้ ก็อยู่อย่างไม่มีความสุข โดยเฉพาะประเทศที่ไม่พูดอังกฤษ แต่มีภาษาของเขาเอง
หนูมิ้มโชคดีจังค่ะ หัดจนพูดได้ เปิดใจรับวัฒนธรรมของเขาก่อน แล้วเขาก็ยอมรับเราเองในที่สุด

#1 By ปุ๋ย (110.49.234.124|110.49.234.124) on 2014-08-18 07:40