เรื่องดีดี}wonderful story

posted on 13 Aug 2014 00:25 by mimirynmonrow directory Travel, Knowledge, Diary

ปิดเทอมแล้วว ที่ญี่ปุ่นจะปิดเทอมหน้าร้อนช่วงประมาณ ปลายกรกฏาคม ถึง ปลายสิงหาคม ประมาณหนึ่งเดือนค่ะ แต่เราไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆเหมือนปิดเทอมที่ไทยนะคะ เพราะว่าคนไหนที่อยู่คลับ ก็จะต้องไปคลับทุกวันเลยย เราอยู่คลับพู่กันญี่ปุ่นค่ะ อย่างที่ได้เอ่ยไปในบล็อกก่อนหน้านี้ ก็ต้องไปจันทร์ถึงศุกร์เลย ถือว่ายังดีค่ะ ถ้าพวกคลับกีฬานี่ เสาร์อาทิตย์ก็ต้องไป โหดมากก

          Finally, it is summer holiday! Japanese’s summer holiday is around late July until late August, which is obviously about one month.  I did not just fooling around, enjoying my summer time like what I did in Thailand.  Anyone who joins the club has to go to the club every day! Even on the holiday!  I was in the Japanese calligraphy club as I mentioned in the earlier entry.  I had to go to the club every Monday to Friday, which was still good that I did not have to go on Saturday and Sunday also.  If I was in sports club, I would need to go on the weekends too!

          ปิดเทอมวันแรก ก็ต้องไปเลยค่ะ จริงๆแล้ว เขาให้ไปได้ตั้งแต่เช้า แต่จะมากี่โมงก็ได้ เราก็เลยไปบ่ายทุกวันเลยค่ะ เพราะตอนเช้าขี้เกียจตื่น 555 หน้าร้อนที่ญี่ปุ่น ก็ร้อนพอๆกับไทยเลยค่ะ ร้อนสุดๆก็ประมาณ 37-38 องศา แล้วยิ่งเป็นช่วงเที่ยงนี่ สุดๆเลย เราเลยนั่งรถบัสไปแทนขี่จักรยานค่ะ เคยลองขี่ด้วย แต่ลมทะเลมันแรงมาก ขี่ไม่ไป บวกกับอากาศที่ร้อนแบบผิวไหม้ ไม่ไหวจริงๆค่ะ

                Unfortunately, my calligraphy’s practice started since the first day of my holiday!  The teacher actually told us that we could go and practice since the morning but I was lazy to wake up early so I went in the afternoon.  Summer in Japan was as hot as in Thailand. The hottest temperature was around 37 to 38 degrees Celsius.  It was really HOT at noon when I had to go out for the club and I couldn’t bare the heat so I took the bus instead of riding my bike.  I tried though, but sea breeze was too strong, plus the weather was overly hot.

                ทุกคนที่ไปเขียนพู่กันญี่ปุ่นตอนปิดเทอมนี่ ไปฝึกเพื่อจะส่งผลงานไปประกวดค่ะ ใช้กระดาษแผ่นใหญ่มากๆ สูงเกือบเท่าตัวเราเลยค่ะ ครูจะให้แต่ละคนเขียนตัวอักษรคนละแบบ และใช้พู่กันคนละชนิดด้วยค่ะ ของเราใช้อันใหญ่มากๆ แบบต้องใช้มือกำเลยค่ะ เวลาเขียน ก็ต้องวางกระดาษไว้กับพื้น ยืนแล้วก็ก้มลงไปเขียนค่ะ วิธีที่เราต้องเขียน เป็นแบบที่เราคิดว่ามันอาร์ตมากๆค่ะ ไม่เหมือนตัวอักษรเลย “มันคือศิลปะ”5555 เพราะต้องสาดหมึกลงไป ให้กระเด็นเยอะๆ ถึงจะเรียกว่าสวยค่ะ เพราะมันจะดูมีพลัง แต่การที่สะบัดหมึกไปแรงๆอย่างนั้น มันไม่ได้กระเด็นเปื้อนแค่กระดาษค่ะ แต่มันกระเด็นสาดขาเราเต็มๆ เพราะเราต้องยืนคร่อมกระดาษเขียน เท้าเรานี่ ดำปี๋ทุกวันเลยค่ะ 5555

                Everyone who went to the club had to send their work for a competition.  We wrote on a very big piece of paper (it was almost as tall as I am).  The teacher taught each of us different styles of writing and used different types of brushes.  I had to write with a very big brush, like hold it with my whole hand.  I had to put the paper on the floor, stood over the paper and bent down to write.  The style that I had to write was not quite like a character, it was more like an art because I had to hit the brush hardly to the paper so that the ink could splash and cause a strong feeling into the piece.  However, by splashing the ink did not just give a strong feeling to the work, it also gave smudge on my legs and feet! As a result, I had a hard time cleaning my feet every day. LOL

my first letter written in this style, look at the brush!

my friend's piece- she won the second prize from thousands of people!

different style of writing

some people wrote very detailed and small letters

                เราเขียนตัวเดิมซ้ำกันทุกวันเลย คือตัวนี้ “動く”(ugoku) ที่แปลว่า “เคลื่อนไหว” เขียนจนเบื๊อเบื่อ และปวดหลังมากกก เพราะต้องก้มเขียน แต่ก็ต้องทนๆเขียนไปเพราะไม่มีตัวเลือก ฮ่าๆ แต่ความพยายามนั้นก็ถือว่าคุ้มค่ามากค่ะ เพราะมันทำให้เราประกวดชนะได้อันดับที่ 3 จาก17,000ชิ้น ของส่วนของคนต่างชาติ ได้ไปรับรางวัลที่โอซาก้าด้วย และผลงานของเราก็ได้ไปติดโชว์ที่โอซาก้า ตอนนี้ หลังจากกลับมาแล้ว 6 เดือน ผลงานของเรายังไม่ได้กลับมาเลยค่ะ เพราะเขาเอาไปติดโชว์ในหลายๆที่ในญี่ปุ่น เวียนๆกันไป จากความเบื่อในตอนที่เขียนกลายเป็นความภูมิใจมากๆเลยค่ะ มันทำให้หนึ่งปีในการไปแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ มีค่ามากๆเลยค่ะ

                I had to practice writing the same Kanji every day, which was “動く” (ugoku) which means “move.”  It was so boring writing the same thing and gave pain to my back from bending down every day, yet I had to force myself to do it since I had no other choice. HAHA.  However, it was a great deal because it brought me accomplishment for having won the 3rd place out of 17,000 pieces  in Exchange Student section.  I had a chance to go to Osaka and received the prize, and even more than that, my work got to be shown at the exhibition in Osaka.  It has already been 6 months after I came back from Japan, and my work has not returned yet, because my work gets to be shown in places around Japan.  Boredom during the practice became elation which had made my exchange year a very valuable one.

my piece! told you it's an art! look at the splash!

showed at the exhibtion in Osaka

 

the certificate and the medal!

Calligraphy club's members in Osaka

                มีใครรู้บ้างมั้ยคะ ว่าในเดือนสิงหา มีวันอะไรสำคัญต่อประเทศญี่ปุ่นอยู่ จริงๆก็ไม่ใช่แต่ประเทศญี่ปุ่น แต่เป็นวันสำคัญต่อทั้งโลก เพราะมันคือวันที่ระเบิดปรมณูตกที่ฮิโรชิมาและนากาซากิในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยตกที่ฮิโรชิม่าในวันที่ 6 สิงหาคม และ อีกสามวันหลังจากนั้น วันที่ 9 ระเบิดลูกที่สองตกที่นางาซากิค่ะ เนื่องจากเราอยู่ในฮิโรชิม่า เราก็เลยได้ไปร่วมงานรำลึกครบรอบ 68 ปี เหตุการณ์ระเบิดปรมณูถล่มฮิโรชิม่าค่ะ ซึ่งปกติจะมีการจัดงานรำลึกทุกปีอยู่แล้ว รู้สึกว่าเป็นเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ครั้งหนึ่งได้ร่วมงานสำคัญแบบนี้ (พูดเหมือนกำลังให้สัมภาษณ์5555) แต่พูดจริงๆนะคะ รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากจริงๆค่ะ โชคดีจริงๆค่ะ ที่ได้ไปอยู่ฮิโรชิม่า I LOVE HIROSHIMA (โดยเฉพาะโอโคโนมิยากิ อร่อยมากจริงๆ ใครไปฮิโรชิม่าต้องห้ามพลาดเลยนะคะ :P)

                Does anyone of you know what important days in Japan are in August? Well, it’s not specifically only important to Japan, yet to the world!  They are the days that the atomic bombs were dropped in Hiroshima and Nagasaki in WWII.  It was first dropped in Hiroshima on 6th August and later dropped in Nagasaki on 9th August.  As I lived in Hiroshima prefecture, I had a chance to be involved in the 68th Peace Ceremony in Hiroshima, which is annually held exactly on the day that the bomb was dropped.  It was such a great honor for me to be there (I’m talking like I just got involved in some kind of an interview on famous shows. LOL)  But really, it was a REALLY REALLY good experience!  I was so lucky to have lived in Hiroshima.  I LOVE HIROSHIMA (especially the Okonomiyaki :P if anyone of you go to Hiroshima, you definitely need to try them!)

Hiroshima Peace Memorial

at the ceremony

 

edit @ 13 Aug 2014 01:04:14 by Mimiryn

edit @ 13 Aug 2014 01:06:16 by Mimiryn

edit @ 13 Aug 2014 21:00:32 by Mimiryn

Comment

Comment:

Tweet

จขบ ทั้งเก่งทั้งน่ารัก ^^ อ่านแล้วอยากไปญี่ปุ่นบ้าง

#16 By mindnamdiva (1.10.223.69|1.10.223.69) on 2015-05-09 14:45

ว้าววววววววววววววววววว
ดีจังเก่งภาษาอังกฤษด้วย ยุ่นด้วย ไทยด้วย น่าอิจฉามากกกกกกก

#15 By สกุณนิศ on 2015-04-20 19:49

อยากลองไปอยู่สักครั้งจังค่ะ >O</ ยินดีกับรางวัลด้วยนะค่ะ big smile

#14 By yeast. on 2014-10-10 12:00

สวยอาร์ตและโดดเด่นมาก  Hot! Hot! Hot!

#13 By BPPBPP8 on 2014-08-27 15:23

ดีจังเลยยยยยยย ปล. จขบ น่ารักนะเนี่ย 

#12 By drpetong on 2014-08-22 11:22

อ่านสนุก ได้ความรู้ เปิดโลกใหม่ให้คนอ่านค่ะ ตัวหนังสือสวยดีนะ ยังกะภาพศิลป์

#10 By ปุ๋ย (110.49.232.76|110.49.232.76) on 2014-08-16 18:45

Excellence

#9 By (125.25.11.244|125.25.11.244) on 2014-08-14 06:10

Nice sharing!

#8 By (49.230.176.252|49.230.176.252) on 2014-08-13 22:04

อ่านแล้วอยากไปอยู่ญี่ปุ่นจริงๆเลยอ้ะะะะะะ

#6 By ยล.อิอิ (84.227.218.158|84.227.218.158) on 2014-08-13 21:58

big smile เป็นเรื่องดีๆที่น่าอ่านมาก
open-mounthed smile

#4 By Suda (180.180.92.119|180.180.92.119) on 2014-08-13 20:41

confused smile

#2 By (49.230.133.162|49.230.133.162) on 2014-08-13 16:56

Excellence!!!

#1 By (125.27.174.226|125.27.174.226) on 2014-08-13 06:10