ว่าด้วยเรื่องวิชาพละ โรงเรียนที่ญี่ปุ่นเรียนหลายอย่างม้ากกกกก ในหนึ่งปี และวิชาพละเป็นวิชาที่เราเกลียดที่สุดในวิชาที่ต้องเรียนที่นู่น มีตั้งสามคาบต่อหนึ่งอาทิตย์ ส่วนกีฬาก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามฤดูกาล กีฬาก็แปลกๆด้วย ไม่เหมือนที่ไทย อย่างช่วงที่ซ้อมกีฬาสี คาบพละ ก็จะต้องซ้อมเต้นแบบ ออกกำลังกายประกอบจังหวะ มีแบบ หกเหินตีลังกา หกสูง อะไรประหลาดๆเยอะแยะ แล้วเราทำไม่ได้เลย เพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนที่ไทย

          Japanese play so many sports for P.E. class in a year.  P.E. was the subject that I hated the most, but too bad, there were three periods a week! The sports that they play are changed with seasons.  There were many strange sports that we do not have in Thailand.  We had to dance with rhythm for sports festival, and there were super advanced moves like handstand and those kinds of things.  I’ve never done these kind of things before, so I couldn’t it.

told you, they do weird things lol

                ตอนซ้อม ต้องจับคู่กับเพื่อน คือเรียงตามความสูง แล้วจับคู่กัน แต่การเรียงตามความสูง ก็ใช่ว่าจะได้คนที่น้ำหนักใกล้เคียงกัน ถูกไหม? ฉะนั้น คู่เรา ก็คือเพื่อนสนิทที่สุดของเรานี่แหละค่ะ คือ เรน่า เค้าสูงพอๆกับเรา แต่เค้าหนักกว่าเรา 55555 (อย่าไปบอกเรน่านะคะ จุ๊ๆ5555) แล้วทีนี้ มันมีท่าที่ เราจะต้องแบกเค้าไว้บนหลังเรา แล้วเราก็ก้ม แล้วเค้าก็จะต้อง ยกขาขึ้น แล้วเอาตัวเขา ข้ามไปยืนหน้าเราให้ได้ เหมือนตีลังกาบนหลัง นึกออกมั้ย? นึกไม่ออกไม่เป็นไร เดี๋ยวมีภาพให้ดูค่ะ

                I had to pair up with a friend who has about the same height as I do.  However, having the same height doesn’t mean that we would have the same weight, right?  Therefore, I was paired with my best friend, Reina.  Reina was almost as tall as I was, but she weighed more than me! LOL Reina, I know you’re reading this, but don’t get mad! I love you! :-* There was one move that I had to carry her at the back and bend my body down, and she had to raise her legs up and bring herself over me and stand in front of me, kind of like curling on my back…you know what I mean? That’s fine if you don’t get it, because I’m sure you’ll know what I mean once you see the picture.

here's how we do it

Sophomore boys trying to raise the flags up high to show Sophomore's power

                แต่ทีนี้ เนื่องจากเรน่าตัวหนักกว่าเรา ตอนที่เค้ากำลังพยายามจะตีลังกา น้ำหนักตัวทั้งหมดของเค้า ก็จะมาอยู่บนตัวเรา แล้วเราทรงตัวไม่อยู่ รับไม่ไหว ล้มด้วยกันทั้งคู่เลยค่ะ ทั้งหัวทั้งเข่าทั้งหลัง กระแทกพื้นกันทั้งคู่ ครั้งที่สอง เรน่าแบกเรา แล้วเราตีลังกา... เรน่า ก็แบกเราไม่ไหวเหมือนกัน ก็ล้มกันรอบที่สอง หัวเรานี่ ฟาดพื้นเข้าอย่างจัง ตอนนั้น มึนไปเลย อายผู้ชายด้วย เพราะผู้ชายนั่งดูผู้หญิงทำ ผลัดกันคนละรอบ ตอนนั้นหัวมันจี๊ดดดเลย เริ่มวิตกไปไกล ว่าเกิดเส้นเลือดในสมองแตกทำไงเนี่ย ถ้าวันนี้เราตายจะทำยังไง55555 คิดไปไกลมากกก

                Because Reina weighed more than me, when she was trying to bring herself to stand in front of me, all of her weight was on my back, I couldn’t support her.  As a result, we both hit the floor.  The second time, Reina had to carry me and she couldn’t resist my weight as well, so we both fell down once again, but this time it was my head that hit the floor hardly.  I lost my conscious for a bit at that time, and at the same time I was embarrassed because the boys were watching us.  I felt an indescribable pain in my head that I literally thought I might die soon.  LOL (Exaggerating)

                แล้วก็มีให้ทำหกสูง แบบเพื่อนจับขาเราไว้ด้วย ถึงแม้จะมีเพื่อนช่วยจับ แต่อยู่ที่ไทย เราไม่เคยทำอะไรแบบนี้ มันยากกกกกมากกกกค่ะ  เราเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ทำไม่ได้ เครียดเลย ต้องกลับไปฝึกซ้อมที่บ้านด้วย โฮสมัมช่วยจับขาให้5555 แล้วตอนนั้น ซ้อมตอนกลางคืน โฮสพ่อนอนแล้ว เช้ามา เค้าถามเราว่า เมื่อคืนทำอะไรกัน เสียงดังตุ้บๆๆ55555

                We had to do handstand too, but with friends holding our legs.  Again, I’ve never did it before in Thailand, therefore it was EXTREMELY HARD!  I was one of the few people who couldn’t do it.  I was so stress, so I practiced at home by having my host mother hold my legs.  We practiced at night when my host father was already asleep, so the next morning he asked what we did last night because he heard the sound of something falling to the floor many times. (That was the sound of my body hitting the floor. LOL)

                สุดท้าย เราก็ทำได้แบบ ครึ่งๆกลางๆนะคะ พอเนียนๆไปกับเค้าได้5555

                Finally, I could do it, not perfect, but it was okay.

see? it was almost straight!Kiss

ตอนกีฬาสี ก็จะมีกีฬาแบบ แปลกๆเยอะมากเลย คล้ายๆพวกกีฬามหาสนุกของโรงเรียนไทยเนี่ยแหละค่ะ อย่างที่ไทยจะมีวิ่งกระสอบ อะไรอย่างนั้นใช่มั้ยค่ะ ที่ญี่ปุ่นก็จะมี เดินตะขาบ (ムカデ mukade) คือที่เดินบนแผ่นไม้เดียวกัน แล้วต้องเดินให้พร้อมๆกัน แต่ถ้าคนนึงสะดุด ทุกคนก็จะหกล้มไปตามๆกันหมด ให้นึกภาพเวลาโดมิโนล้ม อย่างนั้นเลยค่ะ555  เราได้เล่นกีฬานี้ แล้วเพื่อนคนข้างหน้าสะดุด คนข้างหลังก็...สะดุดตาม หน้าเรากระแทกเข้ากับหลังเพื่อนคนข้างหน้า แว่นหักเลยค่ะ5555

There were many weird sports at the sports festival.  In Thailand, we have a sport which we have to run in a sack for fun sports.  In Japan, they have Mukade(ムカデ) which is a sport that five people have to walk together as a team wearing one pair long shoes.  If one of the members fell, all of them would well too, like dominoes.  I had to play this sport, and unfortunately one of the members fell and my face hit the person in front of me, and my glasses broke. LOL

                กีฬาที่โหดกว่าตีลังกาอะไรพวกนี้ ก็มีค่ะ และมันเป็นสิ่งที่เราเกลียดที่สุดดดดดดดเลยยยย นั่นคือ วิ่งมาราธอนค่ะ!!! แค่ฟังชื่อก็ตกใจแล้วเนอะ คือมันไม่ได้วิ่งแบบ มาราธอนจริงๆ หลายสิบกิโลอย่างนั้นหรอกค่ะ แต่แค่นี้ก็แย่แล้ว คือการวิ่งนี้ เค้าจะให้วิ่งตอนฤดูหนาวค่ะ ก็เพราะมันเป็นฤดูหนาวนี่แหละค่ะ เค้าถึงให้วิ่ง เขียนแล้วงงๆ ฮ่าๆๆ

this is the overview of how the sports festival looks like, it's from my school's newpaper

red, blue, and green pants! my mum told me that we look like kindergartner with those pants. LOL What do you guys think about it?

                Other than these difficult sports, there is another sport that I hate the most and it tortured me painfully!  It was marathon training!  It was not a real marathon, but still, tormenting.  We had to run in winter.  Actually, because it was winter, they had us run.

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละค่ะ เพราะว่ามันหนาว เค้าถึงให้วิ่ง จะได้รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ตลอด แต่คือมันหนาวมากกค่ะ ใส่กางเกงขาสั้นวิ่ง แต่ละครั้ง จะมีวิธีการวิ่งต่างๆกันไปค่ะ ช่วงแรก ให้วิ่ง 5 รอบ รอบละสองร้อยเมตร รวมกัน ก็คือหนึ่งกิโล! แล้วจับเวลาเป็นรอบๆค่ะ หลังจากนั้น เพิ่มความโหดยิ่งขึ้น ใช้วิธีจับเวลา แล้วนับรอบเอาค่ะ เช่น สิบนาที ต้องวิ่งได้เกินแปดรอบ อะไรแบบนั้นค่ะ ยังไม่พอค่ะ มีการเพิ่มเวลานานขึ้นเรื่อยๆ ในรอบต่อไป คือ สิบห้านาที ยี่สิบนาที ยี่สิบห้านาที และสามสิบนาทีค่ะ !!! วิ่งไปหลายกิโลมาก พอถึงตรงจุดเริ่มต้นแต่ละรอบ ครูพละก็จะตะโกน “เร็วขึ้นอีกๆ!” แบบโหดร้ายมาก แต่เพราะเราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ครูก็จะเป็นห่วงนิดนึงค่ะ แบบถ้าเห็นเราดูสภาพแย่มากๆ ครูก็จะถามว่าไหวมั้ย ครั้งนึงเราเคยแบบ สะบัดๆแขนหลายๆรอบ ระหว่างวิ่ง ครูก็ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เค้ากลัวเราจะเป็นอะไรไป เลยให้เราไปพัก ในขณะที่คนอื่นต้องวิ่งต่อไป เอาจริงๆ ที่สะบัดตอนนั้นอะ คือมือชา เพราะหนาวค่ะ ไม่ใช่เพราะวิ่งไม่ไหว55555555

As I just said that, because it was cold in winter, they had us run so that it could keep us stay healthy.  Yet, it was very very cold because we ran with shorts!  The teachers would have us run differently each class.  In the first period, they had us run 5 laps, 200 meters a lap, so altogether is 1 kilometer!  They would record time for each lap we ran.  After that, the ferocity increased.  They had us run in time the time they set and count the laps that we ran.  For examples, we need to run more than eight laps in ten minutes.  Even crueler than that, the teachers extended the time in each class to fifteen, twenty, twenty-five, up to thirty minutes!  We ran so many kilos.  Every time when we reach the start point, the teacher would yelled, “Faster! Faster!,” so harsh!  However, because I was an exchange student, the teachers would be a little more merciful than to other students.  If they saw me in a very bad condition, they would ask if I was okay.  There was one time when I flicked my hands many times while running, the teacher asked if I was fine because they would be worried if I fell down or something.  He told me to go rest when others still had to continue running.  Actually, the reason that I flicked my hands so many times was not because I couldn’t run anymore, but it was because my hands were freezing from the coldness! LOL

 
That's it about P.E. class and the sports festival.  I hope you enjoyed it!
Thanks for reading and don't forget to leave some comments and share it as your will! Good bye! :D

edit @ 3 Aug 2014 18:49:30 by Mimiryn

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By yeast. on 2014-10-10 12:46

ได้เรียนรู้จักการละเล่นพื้นเมืองของญี่ปุ่นด้วยเนอะ เดินตะขาบ แปลกดีค่ะ ออกกำลังท่ามกลางอากาศหนาว นึกว่ามีแต่ในรัสเซีย แถมที่ญี่ปุ่นฝึกเด็กทุกคนแม้ในโรงเรียนด้วย แปลว่าการออกกำลังกายแบบนี้ดีนะ

#9 By ปุ๋ย (110.49.243.26|110.49.243.26) on 2014-08-17 08:06

ได้เรียนรู้จักการละเล่นพื้นเมืองของญี่ปุ่นด้วยเนอะ เดินตะขาบ แปลกดีค่ะ ออกกำลังท่ามกลางอากาศหนาว นึกว่ามีแต่ในรัสเซีย แถมที่ญี่ปุ่นฝึกเด็กทุกคนแม้ในโรงเรียนด้วย แปลว่าการออกกำลังกายแบบนี้ดีนะ

#8 By ปุ๋ย (110.49.243.26|110.49.243.26) on 2014-08-17 08:05

big smile หนุกดีค่ะ

#7 By ปุ๋ย (58.9.112.27|58.9.112.27) on 2014-08-13 21:43

big smile หนุกดีค่ะ

#6 By ปุ๋ย (58.9.112.27|58.9.112.27) on 2014-08-13 21:42

@mimirynmonrow  สู้ๆค่ะ ยังมีหลายคนอยากไป แต่ไม่ได้ไป พี่นี่แหละ 5555555 ญี่ปุ่นน่ะประเทศในฝันเลย ><

#3 By Fairy on 2014-08-09 21:00

@vatican สนุกแต่เหนื่อยมากเลยค่ะ confused smile sad smile

#2 By Mimiryn on 2014-08-09 16:21

โหยยย >< คงสนุกมากๆเลย cry cry cry cry

#1 By Fairy on 2014-08-08 20:25