ย้าย} Moved

posted on 20 Jul 2014 21:17 by mimirynmonrow directory Travel, Knowledge, Diary
ช่วงนี้ย้อนอ่านไดอารี่ไป มีแต่เรื่องเศร้าๆค่ะ ตอนอยู่ที่นู่น ไม่ได้สังเกตุว่าตัวเองอยู่ในช่วงมืดขนาดนี้ แต่พอมาย้อนอ่านไปเรื่อยๆ เพิ่งรู้สึกว่า ตอนนั้นตัวเองเศร้าขนาดนั้นเลยหรอ? ถึงกับเขียนคำว่าเหงาทุกวัน
 
As I mentioned before that I’m using my diary as a source to recall my memory back and write them to you guys.   There are a bunch of pages I’m reading up to right now that were written in desperate mood.  I didn’t realize that I actually had ‘a dark period’ when I was there, until I read them all over and see it in a bigger view.  “Was I that gloomy that made me written the word “lonely” every single day?” was what came up to my mind when I reread my diary.
 
วันหนึ่ง หลังจากกลับมาจากกิจกรรมของเอเอฟเอส ที่มีเพื่อนจากแช้ปเตอร์อื่นๆใกล้เคียงกันมารวมด้วย เราก็รู้สึกหดหู่มากค่ะ เพราะว่าตอนกลางวัน ที่เราได้นั่งอยู่กับเพื่อนๆต่างชาติ แต่ละคนก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของตัวเองกันไป ว่าอยู่แล้วรู้สึกเป็นยังไงบ้าง ชอบไม่ชอบอะไร ส่วนเราก็นั่งอยู่เงียบๆ ฟังเค้าค่ะ เพราะรู้สึกว่า เราไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษขนาดเพื่อนชาติอื่นๆ (จริงๆเพื่อนเจ้าของภาษาก็ตั้งสองคนแล้ว มีแค่อีกคนแหละที่ไม่ใช่ :P) ก็เลยไม่ค่อยอยากจะพูดค่ะ เดี๋ยวพูดไม่ทัน แล้วในตอนนั้น เราก็รู้สึกว่าเพื่อนมองสิ่งรอบตัวค่อนข้างจะไปในทางลบ อาจเป็นเพราะเพิ่งจะเป็นช่วงต้นๆ ยังปรับตัวกันไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะพวกที่มาจากฝั่งตะวันตก มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันมาก ทำให้เขาต้องปรับตัวเยอะกว่าเรา  แต่มันก็เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกพาให้หดหู่ไปด้วย
 
One day after I came back from the AFS event, I felt so depressed.  Other exchange students from other chapters also participated, and I got to sat with other foreign friends as a group.  During the break, each of them talked about how they feel toward their life in Japan, what they like and dislike.  I didn’t join them, just sat there listening quietly because I felt that I’m not as good in English as others, and may not speak as fast as them, so I didn’t want to speak.  Sometimes I also felt that they saw things a bit too negatively, maybe because it was in the first few months and they could not yet adapt.  Especially the ones from western, their cultures have huge differences to Japan’s culture, therefore it took them longer to get used to the new culture.  However, listening to those comments for a long time brought me down a little bit.
 
แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็เจอเรื่องที่ทำให้รู้สึกแย่กว่า คือ พอกลับไปถึง โฮสพ่อก็เรียกไป แล้วบอกกับเราว่า เราต้องไปอยู่บ้านแอลพี(ที่ปรึกษาของเรา) สองอาทิตย์ เพราะว่า ลูกของลูกชายโฮส (หลานนั่นแหละค่ะ:P) จะต้องมามาค้างที่บ้าน เพราะว่าลูกไม่ว่างเลี้ยง แล้วน้องยังเป็นทารกอยู่เลย กลางคืนก็คงจะตื่นบ่อย แล้วโฮสมัมตื่นมาทำเบนโตะให้เราไม่ไหว ตอนแรกคิดว่าจะไหว แต่รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป
 
As I got back home, something else even depressed me.  My host dad called me and told me that I had to go stay at LP’s house (LP is my contact person) for two weeks from now, because my host mother needed to take care of her son’s child (grandchildren).  The child’s parents were too busy and could not look after her.  The baby would probably wake at night often and host mum could not make me bento because she would be too tired.  
 
ตอนนั้นเราเศร้ามากๆเลยค่ะ จากเดิมที่หดหู่มาอยู่แล้ว พอมาเจอเรื่องนี้อีก ร้องไห้เลยค่ะ(แอบร้องในห้องนะ) รู้สึกหดหู่มาก เพราะว่าไม่ได้สนิทกับแอลพีขนาดนั้นด้วย เราร้องไห้อยู่ในห้องตลอดเลย หลังจากนั้น แล้วโฮสมัมก็มาบอกให้เก็บของ เดี๋ยวแอลพีจะมารับ ก่อนเราจะไป โฮสก็คงเห็นว่าเราร้องไห้มา โฮสพ่อก็ขอโทษเราใหญ่เลย หลายรอบมาก ระหว่างที่นั่งรถแอลพี เราก็ร้องไห้อีกรอบ รู้สึกแย่มากๆ
 
I felt so sad at that time, as my feeling was already in a desperate mood, it grew worse and I broke into tears. (secretly crying in the room though)  I was anxious to stay in the new place too, because I was not that close to my LP.  Host mum came to my room and told me to pack up because LP would be picking me up soon. Before I left, host dad probably knew that I cried so he apologized me so many times.  My tears broke out again on the way to LP’s house…I was in a very terrible condition.
 
ตอนที่ถึงบ้านแอลพีแล้ว เราอยู่ในห้อง ก็ร้องไห้อีกครั้ง (วันนั้นร้องเยอะมากจริงๆ) แล้วแอลพีก็ขึ้นมาบอกว่าเดี๋ยวจะทำกับข้าวนะ หิวมั้ย แล้วเขาก็เห็นหน้าเรา เลยถามว่าเป็นอะไร แล้วก็เข้ามากอดเรา บอกว่าไม่เป็นไรนะ มันเกิดขึ้นแบบกระทันหันมาก ต้องมาอยู่ที่นี่ สองอาทิตย์ ขอโทษนะ แล้วก็ตบหลัง เราเลยรู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากที่มีคนกอด ตั้งแต่มา ยังไม่เคยมีใครกอดเลย เพราะว่าไม่ใช่วัฒนธรรมญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นไม่ค่อยนิยมการกอด
 
My tears broke out once again as I got to my LP’s house and stayed in the room alone.  LP came to tell me that she’s going to cook now and ask if I was hungry.  She could tell from my face that I did not feel really well, so asked if I was alright.  She then gave me a hug and soothed me, “It’s alright, everything happened in sudden and you need to stay here for two weeks, sorry about that.”  I felt much better after I had a hug because I did not have a single hug from anyone since I arrived in Japan.  Japanese don’t hug a lot.  Well, except boyfriend and girlfriend, I guess.
 
แต่หลังจากวันนั้น อยู่กับแอลพีก็สนุกมากค่ะ แอลพีใจดี ที่บ้านนั้น มีลูกสาวรุ่นใกล้ๆเราด้วย โตกว่าเราปีกว่า อยู่โรงเรียนเดียวกัน แล้วเขาขยันมาก ติวหนังสือตลอด เลยพาเราขยันไปด้วย นี่ละน้า คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล ฮ่าๆๆ
 
However, after that day, I had a lot of fun staying at my LP’s house.  I guess I was not feeling well on that day that made me felt so depressed.  LP has a daughter who is about one and a half year older than me and went to the same school as me too.  She is extremely diligent! She studied all the time when I was there (since it was her senior year), but that got me to study too because I couldn’t bare hanging around, doing silly stuff while she was earnestly studying.  This is what the English expression says “If you associate with scholars, you will be a scholar.” Haha

ช่วงนั้น เรามีปัญหาเรื่องเพื่อน จริงๆก็เป็นปัญหามาซักพักแล้ว หลังจากที่เพื่อนเห่อเราในตอนแรก แล้วก็เลิก หายไปเลย อยู่ที่โรงเรียนก็เดินคนเดียว ไปไหนก็ไปคนเดียว ไม่มีใครรอ ไม่มีใครชวน บางทีเราก็ไม่รู้ว่าต้องเดินไปเรียนที่ไหน ต้องเอาอะไรไปบ้าง เราก็ต้องตามๆเค้าไปค่ะ เหงามากๆ ไม่อยากไปโรงเรียนเลย ทำให้คิดถึงเพื่อนที่ไทยอยู่บ่อยๆ ตอนนั้นก็คิด ว่า เพื่อนๆที่ไทยเห็นเราลงรูปอาหารน่ากินๆ ทำกิจกรรมน่าสนุกๆ ทุกคนก็บอกว่า น่าอิจฉา ดูน่าสนุกจัง สบายจัง แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ที่ทุกคนเห็น เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆในชีวิตเรา เพราะจริงๆแล้ว มันไม่ได้สนุกไปหมดอย่างที่ทุกคนเห็น

In those days, I had a very difficult time making friends.  I was so popular among my classmates when they knew that I’m a foreigner, but few weeks later on, I became a real alien.  It was extremely sad and lonely to be alone at school.  I had always walked to class alone, no one ever asked me to go with them, and sometimes I didn’t even know what was going on, where to go or what to bring, but I had no choice besides follow them.  I did not want to go to school.  It was the worst time ever in my life.  I often miss my Thai friends but on the other hand, I sometimes thought that it was a little offensive to hear them saying that they were jealous of my life.  They said that my life looks so interesting, so chill, and full of happiness after I had posted pictures of delicious food and activities I did.  I wanted to tell them that what they saw was only a piece of my life.  Everything did not go as well as everyone saw.

แต่ในความเศร้าสร้อยของเรานั้น ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป มีกิจกรรมต่างๆ ที่เราต้องร่วม อย่างเช่นกิจกรรมที่โรงเรียน ต้องแข่งร้องเพลงประสานเสียงเป็นห้อง เราก็ต้องไปฝึกซ้อมกับเพื่อนๆ เราไม่เคยร้องประสานเสียงมาก่อน ยากมากเลย เพราะร้องเป็น คนประสาน ไม่ใช่เมโลดี้ จำเนื้อก็ไม่ได้ แต่พอร้องได้แล้ว ก็สนุกดีค่ะ 

Nevertheless, life needs to continue even facing the darkest chapter.  There were many activities I had to join, for instance, School’s Chorus Contest as a class.  I had to practice singing in Japanese with my friends in the Alto line (alto is the line with lots of flats and sharps and it’s not the melody line) and it was SOO hard!  Though, it was fun after I knew how to sing properly. 

กิจกรรมของเอเอฟเอสก็มีอยู่ตลอด อย่างในช่วงนั้น เราก็ได้ไปปลูกข้าวด้วยค่ะ แบบดำนาจริงๆเลย เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ เป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต และคิดว่าคงไม่ได้มีโอกาสได้ทำง่ายๆ 
 
AFS also arranged events regularly and one of the events at that time was planting rice!  It was my first time ever doing this!  It was such a great opportunity to try on new things!
 
 

ลงไปตอนแรก มันหยึยมากก เดินก็เสียวล้ม เพราะดินมันดูดเท้าหนึบๆ555 ที่ไปปลูกข้าวนี่ มันเป็นกิจกรรมที่มีคนจัด ให้เด็กๆไปเรียนรู้ แล้วเราก็ไปร่วมกับเขาค่ะ เด็กเล็กๆก็สนุกกันใหญ่ เอากล่องมาจับกบกลับบ้าน แบบไม่กลัวกันเลย มีเด็กเล็กๆจิ๋วๆคนนึง ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร ดำนาที โคลนเปื้อนตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยค่ะ น่ารักดี555 ถึงแม้จะเป็นยุคที่เด็กๆมีของเล่นใหม่ๆ ไฮเทคๆอยู่มาก แต่เด็กๆพวกนี้ ก็ยังชอบที่จะเล่นกับธรรมชาติอยู่นะคะ ลูกสาวแอลพีเรา ยังชอบออกไปจับแมลงกับแฟนเลย5555

        The first impression as I stepped into the paddy field was like “Ughhh!” I can’t even describe it into words, but yeah, you know what I mean.  This event was originally held to provide experience for children to learn but since we are exchange students, we had privileges to join them too!  The kids had a lot of fun.  Some of them caught frogs without any fear, put them into boxes, and even brought home! Even though, these kids were born in a generation which new cool toys and technology play an important role, they still love to play with nature.  My LP’s daughter even still like to go out and catch some insects with her boyfriend even she’s already 17! lol

หน้าตาแต่ละคนตอนเหยียบลงไปครั้งแรก555

first steps into the paddy field

ปลูกมัน

planting yams

เก็บมัน (ใครเหรอ? ห้าห้า ขำ)

digging yams

 

หลังจากนั้น กี่เดือนไม่แน่ใจ เราก็ได้กลับไปเกี่ยวข้าวที่เราปลูกกันไว้ด้วยค่ะ สนุกดีค่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดี:)

Few months later, we had another chance to go back to the rice field and harvest them! It was fun and was one of the coolest memories in my exchange year! :)

เพื่อนร่วมแช้ปเตอร์ จากเยอรมันค่ะ

a friend from Germany

ฝนตกด้วย
It's raining
 
ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ วันนี้มีแต่เรื่องเศร้า แต่ก็พยายามเอารูปดำนากับเกี่ยวข้าวมาลงให้ทดแทน
แล้วนะคะ อย่าโกรธกันเนอะ สุดท้าย อย่าลืม! คอมเมนต์ และกดไลค์กันด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ :D
 
There were many emotional stories today, but I tried to post as many pictures from planting and harvesting rice event as a compensation for you guys! Thanks for reading and don't forget to comment and press the like button to show your support! Have a nice day! Bye! :D

edit @ 20 Jul 2014 21:56:08 by Mimiryn

edit @ 21 Jul 2014 23:13:34 by Mimiryn

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By yeast. on 2014-10-10 12:42

แหม ตอนนี้มีครบรสเลยค่ะ เศร้า สนุก เราอยู่เมืองข้าวแท้ๆนะ แต่รร.เราไม่เคยให้ความสำคัญกับวิถีของเราเลย เก็บจำประสบการณ์ดีๆอย่างนี้ไว้นะคะ

#9 By ปุ๋ย (110.49.242.37|110.49.242.37) on 2014-08-17 13:05

แหม ตอนนี้มีครบรสเลยค่ะ เศร้า สนุก เราอยู่เมืองข้าวแท้ๆนะ แต่รร.เราไม่เคยให้ความสำคัญกับวิถีของเราเลย เก็บจำประสบการณ์ดีๆอย่างนี้ไว้นะคะ

#8 By ปุ๋ย (110.49.242.37|110.49.242.37) on 2014-08-17 13:04

big smile

#7 By (58.11.13.200|58.11.13.200) on 2014-08-14 07:04

susu na ka eeieiei

#6 By PP (124.122.55.31|124.122.55.31) on 2014-08-03 18:28

@vatican ขอบคุณค่ะ :D

#5 By Mimiryn on 2014-07-31 21:30

@raweena ขอบคุณนะคะ เพิ่งรู้วิธีการแท็กชื่อในการตอบคอมเม้น ขอโทษที่ตอบช้านะคะ :)

#4 By Mimiryn on 2014-07-31 21:30

สู้ๆค้าาา big smile

#3 By Fairy on 2014-07-31 11:33

สู้ๆนะคะ big smile
เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยค่ะ

#2 By สมหญิง (125.24.111.108|125.24.111.108) on 2014-07-22 18:23

สู้ๆนะคะ confused smile confused smile
เรื่องเศร้าจะสอนให้เราแกร่งขึ้นค่ะ

#1 By ~meaw meaw~ on 2014-07-20 22:27