โรงเรียนที่ญี่ปุ่นนั้น ก่อนวันเปิดเทอม จะมีพิธีเปิดภาคเรียนก่อน ที่ต้องไปพร้อมกับพ่อแม่ คล้ายๆวันมอบตัวแหละค่ะ

                In Japan, before school starts, there would be a School’s Commencement Ceremony which students would need to go with their parents.

my first day wearing the school uniformKiss

ตอนไปถึง ก็มีครูคนนึง พาเราไปแนะนำตัวเป็นภาษาญี่ปุ่นต่อหน้าครูทั้งโรงเรียนเลย ครูนั่งกันเต็มห้อง กำลังประชุมกันอยู่ ซึ่งจริงๆแล้ว โฮสมัมเพิ่งจะสอนว่าต้องพูดแนะนำตัวยังไง ในรถก่อนถึงโรงเรียนเอง 55 ประหม่าเล็กน้อย แต่ตอนนั้นก็ไม่ค่อยรู้สึกตื่นเต้นหรือกลัวขนาดนั้น ไม่รู้ทำไม สงสัยอยู่โรงเรียนที่ไทย ทำบ่อย555 ต้องขอบคุณโรงเรียนจริงๆค่ะ555

When I first arrived at the school, a teacher brought me to introduce myself to the teachers in the whole school.  They were having a teacher’s meeting so EVERYONE was there!  My host mother had just told me how to introduce myself in Japanese right before we arrived.  Haha, but I wasn’t that diffident.  I don’t know why, but maybe it’s because I always do that in my Thai school, so thanks to my school!  haha

หลังจากนั้น ก็มีพิธีเปิดภาคเรียนในโรงยิมค่ะ(ที่โรงเรียนในญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ใช้เป็นหอประชุม) ตอนเดินเข้าไป ครูที่อยู่ข้างหน้า ก็บอกว่า นักเรียนต้องไปอีกที่นึง แต่โฮสมัมบอกว่า เราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน  ครูก็เลยอ่อ โอเค งั้นไปนั่งด้วยกัน 555 สิทธิพิเศษสุดๆ  ในพิธีก็...ฟังไม่รู้เรื่องเลย ลุกๆนั่งๆโค้งๆ พูดอะไรเยอะมากก น่าเบื่อ ง่วงนอน555 ขนาดผู้ปกครองคนอื่นๆยังหลับ คิดดูค่ะ 55555

Then after that, the ceremony was held in the gym (which regular schools in Japan hold ceremonies in the gym). The teacher who was in the front of the gate told me to go to another place because she thought that I was a normal Japanese student! Lol But my host mother told her that I was an exchange student, so she told me to sit with my host mother.  Being an exchange student gives you many privileges. Lol  The ceremony was soooo boring.  They had us stand up, sit down, and bow many times! I know that because I didn’t understand Japanese, it was boring, but even parents slept guys! Even parents! lol

this is how the gym looks like (this was taken on Bunkasai day[literally means Culture Festival])

หลังจากเสร็จพิธี นักเรียนก็ต้องไปตามห้องเรียนค่ะ แล้วระหว่างที่รอเพื่อนๆอยู่นั้น ก็มีเพื่อนคนนึง พูดอะไรซักอย่างกับเราเป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งตอนแรก เราเข้าใจว่า เค้าถามว่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเหรอคะ เราก็เลยตอบว่า ไฮ่(はい) ที่แปลว่าใช่ในภาษาญี่ปุ่น แล้วทีนี้ อยู่ๆเขาก็พ่นภาษาญี่ปุ่นอะไรไม่รู้มาใส่เรา เราก็ “เอ่ออ I can’t speak Japanese.” แล้วเพื่อนก็ตกใจมาก ถามกลับมาว่า “You are foreigner?!” เราก็ “Yes” 5555 ก็อย่างว่าแหละเนอะ ผมเราก็สีดำเหมือนกับเค้า หน้าเราก็หมวยๆ คล้ายๆญี่ปุ่น ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นเด็กแลกเปลี่ยน เดินอยู่ในโรงเรียนคนก็คิดว่าเป็นเด็กญี่ปุ่นทั่วไป จนจะกลับอยู่ละ เพิ่งจะรู้ว่าเราเป็นเด็กแลกเปลี่ยนก็มี5555 แล้วเพื่อนก็ถามเราว่า เรามาจากประเทศอะไร พอบอกว่า “Thailand” เขาก็ “ห๊ะ? Taiwan?” เราก็ “No, Thailand.” แอบเศร้าเนอะ คนเข้าใจผิด555

After the ceremony came to its end, students had to go to their homeroom classes.  And while I was waiting for my classmates, one of them talked to me in Japanese, which I thought she asked if I was an exchange student, so I said “Hai.” (はい) which means yes in Japanese.  However, unexpectedly, she spoke a lot of Japanese to me and I wasn’t prepared for that, so I was like “Ah…” then I came to my self and said “I can’t speak Japanese.”  Then my friend gave me a really astounded look and questioned “You are foreigner?!”,  so I said “Yes.”.  lol It was a very weird situation because I thought she knew that I was an exchange student, but perhaps I misunderstood that, because if she already knew that I was an exchange student, she shouldn’t be surprised. Lol  I looked so much like an ordinary Japanese girl with black hair, and white skin.  Some of the students didn’t even know that I was not Japanese until almost my last week of school! Lol  My friend asked me where I come from.  I said “Thailand” and she said “Taiwan?”.  “No, Thailand”, I corrected her.  It was a bit sad that they did not recognize my country. :(

 

พอไปที่ห้องเรียน ครูประจำชั้นสามคน ก็แนะนำตัวกัน ครูทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ค่ะ เพราะห้องเราเป็นห้องพิเศษ ที่เรียกว่าเป็นInternational course (แต่ก็เรียนเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ก็ไม่เข้าใจว่ามันต่างกันยังไงกับห้องธรรมดา555)ครูก็เลยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษหมด มีคนนึงเป็นครูฝรั่ง อีกคนเป็นลูกครึ่งอเมริกา เลยพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก แล้วครูก็บอกว่า ปีนี้ ห้องเรามีเพื่อนพิเศษ (ครูใช้คำว่า special friend)คนนึง แล้วก็ให้เราออกไปแนะนำตัวหน้าห้องกับเพื่อน ในฉากนี้ ให้นึกถึงภาพในการ์ตูนหรือหนังญี่ปุ่น เวลามีนักเรียนใหม่ แล้วจะต้องพูดว่า “ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” อย่างนั้นเลยค่ะ555

As we all seated ourselves in the classroom, three homeroom teachers introduced themselves to the class.  Everyone spoke English very well because they are all English teachers.  One of them was half American- Japanese, and another one was a native speaker from America.  My class was a special class which was the only class applies “International course.”  (but everything was taught in Japanese so I don’t understand how it is different from normal classes lol)  The teacher told the class that we have a ‘special friend’ in our class this year and she told me to introduce myself again in front of the class.

some of my friends

หลังจากที่ครูอธิบายอะไรเสร็จเรียบร้อย ปล่อยกลับบ้านได้ เพื่อนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก็มาคุยกับเราเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนคนนี้พูดภาษาอังกฤษดีมากค่ะ  เขาบอกเราว่า ตอนนี้พ่อเขาทำงานอยู่ที่ไทยด้วยค่ะ อยู่ในกรุงเทพ เขาเคยไปไทยมา 4 ครั้งแล้ว และชอบเมืองไทยมาก รู้สึกตื่นเต้น ที่มีเพื่อนจากไทยมา เมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งไปมาเอง แล้วเราก็เลยได้มีเรื่องสนทนากัน ทำความรู้จักกัน จนต่อมาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทแบบซี้ปึ้กกันเลยค่ะ เธอมีนามว่า เรน่า(れいなReina)ค่ะ J แล้วก็ยังมีเพื่อนอีกหลายคน ที่เข้ามา พยายามจะคุยกับเรา แต่ก็ พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้กัน ก็เลยคุยกันแบบ ง่ายๆ มีผู้ชายคนนึง เดินมา แล้วก็มาแนะนำตัวกับเรา มาเช๊คแฮนด์กับเราด้วย เราแบบ เหวอเลย555 แต่ตอนนั้นก็รู้สึกดีค่ะ อย่างน้อย ก็ยังมีคนให้ความสนใจกับเด็กแลกเปลี่ยนเนอะ!

After the class had dismissed, a friend seated next to me came to talk to me.  She spoke English very well.  She told me that her father is now working in Thailand and he lives in Bangkok.  She has come to Thailand for four times already and she loves Thailand a lot.  She said that she was so excited when she heard me saying “I’m from Thailand.” because she feels that there is a connection between us, so we had many conversations together and she became my best friend!  Her name is Reina. (れいな)  Other students also tried to talk to me but they couldn’t speak English very well so we had only short conversations.  One boy came to me and shook my hand which was not a common thing to do in Japan so everyone looked at us, and I felt so strange.

me and my friends

                วันถัดไป เป็นวันเปิดเทอมแบบจริงจังละค่ะ ไม่ใช่วันมอบตัวแล้ว วันนั้น ขี่จักรยานไปถึงโรงเรียนประมาณ 8 โมงสิบห้า ไปถึง เพื่อนมากันเต็มห้องแล้ว ทั้งๆที่จริงๆโรงเรียนเข้า แปดโมงสี่สิบ ทุกคนดูขยันมาก นั่งอ่านหนังสือ นั่งทำการบ้านกัน555 ไปถึงเพื่อนๆก็จะ “โอฮาโย”(おはよう)กัน ดูเป็นบรรยากาศที่น่ารักดี ทักทายกันตอนเช้าทุกคน(ตอนแรกนึกว่าทำกันอย่างนี้ตลอดกับทุกคน แบบ ใครเดินเข้าห้องมา ก็โอฮาโยหมดเลย ช่วงแรกๆ แต่พอหลังๆ ก็ไม่มีแล้ว ก็จะมีแต่เพื่อนที่สนิท กลุ่มเดียวกัน ถึงจะพูดกัน) ตอนที่เรานั่งที่โต๊ะอยู่เฉยๆ ก็มีเพื่อนเดินมาที่โต๊ะ มาถามนั่นนี่ ว่าชอบฟังเพลงของใคร ชอบดูหนังประเภทไหน โตขึ้นอยากเป็นอะไร และอื่นๆ…  แต่ตอนนั้นเรายังพูดและฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ได้เลย เพื่อนก็พยายามถามเป็นภาษาอังกฤษ เราก็พยายามเข้าใจเค้าค่ะ

                On the next day, I rode my bike to school and arrived at 8.15.  Though, school does not start until 8.40, almost everyone was there in my classroom,.  Everyone looked so diligent; some of them were reading books, and some were doing their homework.  As I walked inside the room, everyone said “Ohayou”(おはよう which means good morning in Japanese) to me.  It was a very cute atmosphere when they greeted each other every morning.  I actually thought that they greet everyone as their morning rituals, like whenever someone comes inside the room, everyone would say “Ohayou”, in fact they did it only the first week, and after that, only close friends would say to each other.  Some of the girls came to talk to me and we had small conversations.  They asked me questions like “What is your favorite singer”, “What kind of movies do you like?”, “What do you want to do as your career?” and stuff like that.  I couldn’t speak nor listen any Japanese back in that time, so they tried very hard to talk to me in English, and I tried to understand them.

 

                วันนั้น ทุกคนจะต้องสอบวิชาเลข อังกฤษ และญี่ปุ่นค่ะ เปิดเทอมมาวันแรกก็สอบเลย! งงมาก ว่าสอบได้ไง ยังไม่ทันจะเรียน แต่เพื่อนบอกว่าเป็นการสอบวัดผลค่ะ เราไม่ต้องสอบ เราก็ต้องไปนั่งอยู่ห้องพักครู นั่งติวภาษาญี่ปุ่นของเราไป แล้วหลังจากนั้น ก็มีพิธีหรือประชุมอะไรซักอย่างอีกแล้วค่ะ ต้องไปนั่งฟังในโรงยิมอีกแล้ว น่าเบื่อมากก เพื่อนๆยังนั่งหลับเลย555 รู้สึกว่าที่ญี่ปุ่นจะชอบมีพิธีอะไรต่างๆเยอะมากเลยค่ะ ความจริงแล้วไทยก็เยอะ แต่รู้สึกว่าญี่ปุ่นก็เยอะเหมือนกัน เราฟังไม่รู้เรื่องเลย ครูก็พูดๆไปอะไรไม่รู้ เยอะมาก แต่ลองถามเพื่อนดูตอนหลัง เพื่อนบอกประมาณว่า เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายของโรงเรียน ว่าเอาไปใช้จ่ายตรงไหนบ้างค่ะ (ไม่รู้จะบอกทำไมเนอะ555)

my classmates were having bento on the volleyball match day


                On that day, everyone had to take a test on Math, English, and Japanese.  It was on the first day guys! How could they possibly have anything to test on?! I didn’t need to take the test so I had to go and study in the teacher’s room, which was soo boring, I almost fell asleep.  (not in the teacher’s room though)  There was another ceremony again, and again in the gym.  The ceremony was so interesting that almost everyone fell asleep! Oops, I’m sorry for saying the truth! The teacher spoke a lot about something which I could understand none of them.  I later knew that it was about the expenses in our school. (I don’t know why they would want us to know that)

                วันต่อมา ก็มีประชุมรวมอีกแล้วค่ะ แต่เป็นเฉพาะเด็กนักเรียนชั้นปี1 หรือเทียบเท่าม.4 เพราะม.ปลายที่นั่น เริ่ม ม.4 เหมือนที่ไทยค่ะ คราวนี้ ก็ประชุมในโรงยิมอีกแล้วค่ะ แต่ไม่มีเก้าอี้ นั่งพื้นค่ะ พอเขาบอกให้นั่งปุ๊ป เราก็นั่งท่าขัดสมาธิเลย ตามความเคยชินของเรา เหมือนเวลาอยู่ที่ไทย แต่สักพัก เราก็เห็นเพื่อนๆนั่งท่าชันเข่ากันหมดเลย เลยหันไปดูรอบๆ ทุกคนนั่งท่าชันเข่ากันหมดเลย ไม่มีใครนั่งเหมือนเราเลย เลยคิดว่า สงสัยต้องนั่งแบบนั้น เราก็เลยเปลี่ยนท่านั่ง นั่งตามเขาค่ะ นั่งท่านี้นานนมากก ไม่เปลี่ยนท่าเลย เราเมื่อยยมากก เมื่อยทั้งหลังทั้งก้น ทั้งยังต้องมาระวังกระโปรงไม่ให้เปิดอีก แต่เราเห็นผู้ชายบางคน ก็เปลี่ยนท่า เป็นท่าขัดสมาธิเหมือนกัน แล้วเราก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนเข้าค่ายที่โอซาก้า เขาก็บอกเหมือนกันว่า การนั่งขัดสมาธิที่ญี่ปุ่น สำหรับผู้หญิงนั้น อาจจะดูไม่เหมาะสม แต่ผู้ชายนั่งได้ ซึ่งเราก็รู้สึกว่า เป็นสิ่งตรงข้ามกับที่ไทยเพราะที่ไทย เราต้องนั่งขัดสมาธิ แล้วจำได้ว่าตอนประถม ครูเคยบอกว่า ท่าชันเข่า มันดูไม่ดี เหมือนคนอมทุกข์ ในขณะที่ญี่ปุ่น เราต้องนั่งท่าชันเข่า แล้วห้ามนั่งท่าขัดสมาธิ5555 เราก็เคยถามโฮสมัม โฮสมัมก็บอกว่า ผู้หญิงห้ามนั่งอย่างนั้น ถ้าเขาเห็นลูกเค้านั่งแบบนั้น เขาจะตีขาเลย แต่ตอนที่เราไปบ้านที่ปรึกษาของเรา หรือที่AFS เรียกว่า LP เขาก็นั่งท่าขัดสมาธิ เราก็เลยถามเขาว่า นั่งได้หรอ เขาก็บอกว่า บ้านเค้าไม่ได้รู้สึกว่ามันผิดอะไร นั่งได้ แต่ถ้าบางบ้าน ก็อาจจะถือ ก็คงจะแล้วแต่บ้านละเนอะ

There was another ceremony AGAIN on the next day, (I think the Japanese really love ceremonies! LOL) but only for the first year students.  Japanese high school has three years, starting from grade ten to twelve.  The ceremony was held in the gym as usual, but with no chair this time.  We had to sit on the floor.  As the teacher told us to sit, I sat down with my legs crossed as I normally do in Thailand, but then I looked around and noticed that everyone was sitting with their knees up, so I thought that I should change my way of sitting and I did what the others did.  It was so painful for me to sit like that for a long time.  It hurts my back and my butt a lot, and I also had to be careful of the skirt too!  I discerned that the boys changed their way of sitting to what I used to sometimes, but not the girls.  Then I recalled what AFS said at the orientation camp that in some places, girls may not allow to sit with their legs crossed on the floor because it is considered as an impolite manner.   It is the opposite thing of what we are told to do in Thailand, because I remember that my elementary school teacher once told us not to sit with our knees up because it implies distress.  While in Japan, they are told to sit with their knees up and not with their legs crossed. Lol I once asked my host mum and she said that girls should not sit with their legs crossed, if she sees her daughter sitting like that, she would immediately hit her legs.  However, when I went to my LP’s or my adviser’s house, I saw her sitting with her legs crossed, so I asked her if it isn’t a bad manner to do, and she replied that she doesn’t think it is something that would look bad, but maybe other houses do.  It depends on each house, I guess. (shrugged)

here's how the Japanese sit

 

 and here's what I normally sit, this was not me btw

แต่ละประเทศก็มีความคิด มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปเนอะ แต่ถ้าเราปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมนั้นๆได้ เราก็จะอยู่ได้อย่างสุข หรือแม้แต่คนในประเทศเดียวกัน ถึงจะมีความคิดที่หลากหลาย แต่ถ้าเราเปิดช่องว่างตรงกลาง ให้ความคิดสองฝั่งสามารถไหลมาปนกันได้บ้าง เราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขค่ะ

Each country has its own ideas and cultures, but if we can adapt to that particular culture, we would have no problem on living.  Even people in the same nation, do have different opinions, but if we make a space for each other to share our thoughts, it will make life easier.

มาถึงเรื่องชมรมกันบ้าง โรงเรียนมัธยมปลายที่ญี่ปุ่นนั่น จะมีชมรมต่างๆให้นักเรียนได้เลือกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนค่ะ ชมรมกีฬา ก็จะมีพวกกีฬาทั่วๆไปอย่าง ฟุตบอล เบสบอล บาสเก็ตบอล วอลเลย์บอล และอื่นๆ แล้วก็จะมีพวกกีฬาของญี่ปุ่นเอง เช่น เคนโด้ ยูโด คิวโด เป็นต้น นอกจากกีฬา ก็จะมีชมรมอื่นๆให้เลือกอีกมากมายตามความชอบเลย เช่น ชมรมภาษาอังกฤษ (English club) ชมรมทำอาหาร  ชมรมวงโยธวาทิต ชมรมกีต้าร์ ชมรมการสื่อสารและการสื่อสารมวลชน(คือจะฝึกออกเสียงเวลาพูด เพื่อไปพูดเสียงตามสายและงานพิธีกรของโรงเรียนค่ะ) และอื่นๆ แต่ที่ดูแปลกหน่อย เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ก็คงจะเป็นชมรมพู่กันญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่าโชโด และ ชมรมชงชาแบบญี่ปุ่น (ที่เรียกว่าชะโด 茶道)ค่ะ

Alright, let’s talk about clubs! Japanese schools provide a variety of clubs for students to elect so the students would have activities to do after school.  For sports, they have normal sports like football, baseball, basketball, volleyball, and etc.  They also provide Japanese traditional sports such as Kendo, Judo, and Kyudo.  Besides from sports, there are also numerous clubs for students to select by their interests, such as English club, Cooking club, Brass band, Guitar club, Broadcasting club (which they learn how to pronounce words clearly for school’s broadcast and MCs) and etc.  There are some other clubs that are probably provided only in Japan, which are Japanese calligraphy or what they called Shodo (書道), and Tea ceremony or Chadou (茶道).

เราได้ไปดูชมรมชงชากับเพื่อนๆด้วยค่ะ เพื่อเป็นการตัดสินใจว่าจะเข้าชมรมอะไรดี สถานที่เรียนนั้น เป็นห้องแบบสไตล์ญี่ปุ่นมากๆค่ะ พื้นเป็นเสื่อ ประตูก็แบบ บานเลื่อน เข้าไปถึง รุ่นพี่ก็ให้นั่งเรียงกันหน้ากระดานค่ะ นั่งแบบท่าเทพธิดา  แล้วก็นั่งดูรุ่นพี่ชงชาค่ะ ขั้นตอนดูแบบ พิถีพิถันมาก ชงทีละถ้วยค่ะ ชาที่ชงก็คือชาบดละเอียดเป็นผง ที่เรียกว่ามัทฉะ(抹茶)เนี่ยแหละค่ะ อุปกรณ์ที่ใช้ก็เยอะแยะมากมาย พอชงเสร็จ ตอนเอามาเสิร์ฟ ก็จะต้องโค้งคำนับอะไรกันก่อนด้วย เหมือนแบบโชกุนเลยค่ะ555 แล้วผู้ที่เอามาให้ ก็จะหมุนถ้วยสามรอบเพื่อให้ลายบนถ้วยชาหันเข้าหาตัวเราก่อนด้วยค่ะ ตอนที่เรายกขึ้นมาดื่ม เราก็จะต้องใช้มือขวาหยิบถ้วยขึ้นมา แล้ววางลงบนมือซ้าย จากนั้นหมุนตามเข็มนาฬิกาสองรอบ เพื่อให้ลายถ้วยชาหันออกค่ะ พอดื่มเสร็จ ก็ต้องใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้ง เช็ดขอบถ้วยชาตรงที่เราดื่ม แล้วก็หมุนถ้วยชาให้ลายเข้าหาเราอีกรอบ เพื่อที่จะได้ชมลายบนถ้วยค่ะ แล้วก็หมุนลายออกไปทางผู้เสิร์ฟ แล้วโค้งคำนับขอบคุณค่ะ เป็นยังไงคะ แค่อ่านก็เหนื่อยและใช่มั้ยคะ ขนาดเป็นคนดื่ม ยังต้องจำวิธีดื่มด้วย และเพราะเหตุที่มันยุ่งยาก และเครียดแบบนี้เนี่ยแหละค่ะ มิ้มมิ้มและเพื่อนทุกคน ลงความเห็นตรงกันว่า ไม่เข้าชมรมนี้แน่นอน5555 ขนาดเพื่อนญี่ปุ่นยังทำกันไม่เป็นเลย

                My friend and I went to see how the Tea Ceremony Club was like so we could decide the club that we want to join.  The room that they used for their club activities was a very traditional Japanese style room with Tatami mats (bamboo mats) and those Japanese sliding doors.  As we went inside, the seniors told us to sit down in Seiza-style (正座) which literally means “proper sitting”.  I watched the seniors boiling the tea delicately one by one for each person.  The process was so complicated, yet graceful.  The utensils they used were even specifically designed in purpose.  The tea that they use is green tea, or what they call it “Matcha” (抹茶).  When they serve us, we have to bow each other in a way of showing respect just like in Shogun period lol, I’m joking, but I mean it looks something like that.  The person who serves us would turn the cup three times so that the painting on the cup would face us.  Then, we need to hold the cup up with our right hand, and gently place it on our left hand and turn the cup in clockwise two times to show the painting to the others.  After we have finished the tea, we need to use our index finger and our thumb to wipe the edge where our lips have touched.  Then, turn the cup facing the painting toward us again, and appreciate the art.  Lastly, you make the last turn of the cup, face the painting to the person who served us, and bow once again to say thank you.  Whoa! What a long explanation! I know that you are so tired reading it and I totally understand that!  And because of that, my friends and I were all agreed that we would not join this club! It was so stressful being involved in the ceremony! Whew!  Even Japanese friends did not know how to behave properly in the ceremony!

               

tea ceremony

มิ้มมิ้มก็เลยลงคลับกีต้าร์ค่ะ แต่ตอนหลัง ก็เปลี่ยนไปลงโชโดแทน ซึ่งการลงคลับโชโดหรือพู่กันญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ ทำให้หนึ่งปีของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนนี้ มีค่ามากๆเลย ซึ่งจะเป็นอะไรนั้น ต้องรอติดตามในตอนต่อๆไปนะคะ ขอบคุณที่ติดตามอ่าน และอย่าลืมกดไลค์ และคอมเม้นต์ด้านล่างนี้นะคะ!

Therefore, I decided to join guitar club, but then I shifted to Shodo (Japanese calligraphy) afterward.  And because of this club, my exchange year was a blast!  If you want to know how it made my year, you would definitely need to stay tuned!  Thanks for reading and don’t forget to like and leave some comments down below! Bye! :D

 

 

Comment

Comment:

Tweet

WOOOOOOOOOOOW!
It actually quite amazing how you still speak english this well even tho you were having the exchage program In Japan!!
Hey? Can I talk to you about this Privately? Now i'm having a hard time convincing my parents to believe that I won't forget my english even if I choose to go to Japan. 
ps: well, also because I'm studying in INternational School also, thats why they always complaining that "these kidda programs provide for thai students who don't have the change to go to good school like you do. I don't see any benefit from go to Japan, infact it'll lower your english. If you really wanna go, why don't choose the country which speak english as their first tongue"
Here is my email: mannylllolll@gmail.com

plllllllzzzzzzzzz add me!angry smile

#16 By Manny (180.183.8.85|180.183.8.85) on 2015-08-20 12:41

Hot! Hot! Hot!

#15 By yeast. on 2014-10-10 12:25

ใครจะคิดนะว่าท่านั่งก็อาจเป็นปัญหาได้
วิถีนักเรียนญี่ปุ่นน่าสนใจดีค่ะ

#14 By ปุ๋ย (110.49.243.148|110.49.243.148) on 2014-08-18 09:21

@vatican ลองไปซักครั้งนึงค่ะ! :D

#13 By Mimiryn on 2014-07-31 21:27

@sorbet ขอบคุณมากๆเลยค่ะ

#12 By Mimiryn on 2014-07-31 21:27

@dmickies ขอบคุณนะคะ เพิ่งจะรู้วิธีแท็กชื่อเวลาตอบคอมเม้น ขอโทษที่ตอบช้านะคะ ;D

#11 By Mimiryn on 2014-07-31 21:26

อยากไปจัง 

#10 By Fairy on 2014-07-31 11:32

open-mounthed smile ขอบมากค่ะโพส มาเรื่อยๆนะ ติดตามอยู่ค่ะ

#9 By muttanin (49.230.149.182|49.230.149.182) on 2014-07-05 10:29

เล่าได้สยุกมากเลยคะ ขอชื่นชม

#8 By เยี่ยม (118.172.238.10|118.172.238.10) on 2014-07-05 10:15

เขียนได้ อ่านสนุกและชวนติดตามมากเลย แต่ชอบตอนอธิบายวิธีชงชานะคะ ได้ความรู้ดี

#3 By wilaiporn (auntie WI) (49.230.96.178|10.8.210.218, 49.230.96.178) on 2014-07-04 06:43

อ่านแล้วชอบมากค่ะ คอยติดตามอยู่น้าา Hot! confused smile

#2 By sorbet* on 2014-07-03 23:20

ทีแรกเห็นยาวๆ เผลอแปปเดียวอ่านจนจบเลยครับ เล่าสนุกมากเลย ชอบตอนฟีลหนังญี่ปุ่นมีนักเรียนใหม่เข้ามาแล้วไปแนะนำตัวหน้าห้องฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ คือเห็นภาพเป็นช็อตๆเลย5555 เอามาให้อ่านอีกเรื่อยๆ นะค้าบ ติดตามๆ Hot!

#1 By DMickies on 2014-07-03 03:24