มิ้มมิ้มกำลังจะได้เจอโฮสแล้ววว เรานั่งชินกันเซ็น(รถไฟความเร็วสูง{เร็วสูงจริงๆ})จากโอซาก้าไปเมืองโอโนมิจิ(尾道Onomichi)ซึ่งเป็นเมืองที่โฮสเราอยู่ค่ะ เป็นเมืองเล็กๆใน...ภาษาไทยเรียกว่าอะไรดี เมือง? จังหวัด? อำเภอ? ไม่แน่ใจเหมือนกันค่ะ แต่ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่าเป็น Hiroshima Prefecture ค่ะ สรุปก็คือ เมืองโอโนมิจินี้ อยู่ในฮิโรชิม่าอีกทีค่ะ

I’m finally going to meet my host family! I took Shinkansen from Osaka to Onomichi(尾道), the city that my host family lives in, which is located in Hiroshima Prefecture.

สถานีรถไฟชินโอซาก้า
Shin-Osaka station
 

ตอนอยู่ในรถไฟ ใกล้จะถึงเมือง รู้สึกตื่นเต้นมากกกกค่ะ พอตอนออกไปจากรถไฟ แล้วเห็นโฮสต์ถือป้าย Welcome Mimmim แล้วมีเขียนเป็นภาษาไทยด้วย รู้สึกตื่นเต้นมากก น่ารักมากก พอลงไปจากชานชาลา มีเด็กเอาช่อดอกไม้มาให้อีก น่าร๊ากกน่ารักก โฮสพ่อเราก็แนะนำตัว แล้วก็เพิ่งรู้ว่า เค้าเป็นประธานแช้ปเตอร์ที่เราอยู่! ช็อคเลย5555

The moment that the train was about to arrive at Shin-Onomichi station, my heart pounded so hard because I was so excited to see my host family.  I stepped out of the train, and saw my host holding a tag written “Welcome Mimmim”.  There was writing in Thai also.  Then a little kid came to me and gave me a really cute bouquet.  The welcome was really impressive!:D

            My host father introduced himself and gave everyone a welcome speech, and it was that time which made me realized that he is the Chapter’s President! And the thing is that I would need to stay at his house the whole year! lol

 

โฮสพ่อบอกว่า ให้เรียกเขาว่า โอโต้ซัง(お父さん)ที่แปลว่าพ่อ แล้วก็ให้เรียกโฮสแม่ว่า โอก้าซัง (お母さん)ที่แปลว่าแม่ค่ะ ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน โฮสแม่ก็หยิบหนังสือภาษาไทยขึ้นมา แล้วชี้ประโยคนึงให้เราดู มันเขียนว่า "หิวข้าวมั้ย?" เราก็ อ่ออ ไม่หิวค่ะ แต่ตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่าตอบกลับไปเป็นภาษาอะไร 555

พอถึงบ้าน เค้าก็แนะนำบ้าน ห้องนั้นห้องนี้ ห้องที่เด็ดสุดนี่คือ ห้องน้ำค่ะ! เดินเข้าไปถึง ฝาชักโครกเปิดเอง เข้าไปตอนแรก แอบตกใจ555 พอลุกปุ๊ป กดชักโครกเองด้วยค่ะ ไฮเทคสุดๆ

My host father told me to call him “Otousan” (お父さん) which means dad and call his wife “Okaasan” (お母さん) which means mum in Japanese.  When we were on the way back home, my host mum brought up a Japanese-Thai book and pointed something inside the book for me.  It said “Are you hungry?” in Thai language, so I replied back that I was not hungry.  I couldn’t remember what language I used to answer her.  It was definitely not Thai I’m sure!

         Dad introduced each room in the house as we got home.  The most fascinating room was the toilet! Lol It was so hi-tech that it opened its cover automatically as I walked inside and to be honest, that startled me a lot! It even flushed itself after I have finished doing my business! Japanese toilet is the best, I should say!

 

มาถึงวันแรก พ่อก็ไม่อยู่บ้านซะนี่ ออกไปขี่จักรยานกับก๊วน เหลือเรากับโฮสแม่กันแค่สองคน ตอนทานข้าวเย็น เราก็คุยกันกับโฮสแม่ แบบ ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ เพราะโฮสแม่พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ก็ใช้กันทั้งดิกชันเนอรี่ ใช้ทั้งท่าทาง ใช้ทุกวิถีทางที่จะสื่อสารกันได้555 ก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบ ขนาดสื่อสารกันคนละภาษา แต่ยังจำได้ว่า คุยกันเยอะมากเลยย โฮสแม่ใจวัยรุ่นมากก ชอบฟังเพลงของ  One Direction เคที่ เพอร์รี่ เลดี้ กาก้า ถึงขนาดเคยไปดูคอนเสิร์ตของเลดี้กาก้ามาแล้ว! โหดจริงๆค่ะ!

Dad did not show up since the first dinner of my arrival!  He went out to bike with his friends even it was already dark, left only mum and me at the dinner.  Mum and I chatted a lot even I could not speak Japanese and she could not speak English. We used dictionary, gestures and anything that would help with the communication. Lol It was a pretty good experience though.  I learned that my host mum was very young at heart!  She likes to listen to One Direction’s, Katy Perry’s, and Lady Gaga’s songs that she even went to her concert! You’re so cool mum!

ช่วงที่ไป โรงเรียนยังไม่เปิดเทอมค่ะ มีเวลาว่าง โฮสก็จะพยายามหาอะไรให้เราทำ บางทีโฮสก็จะพาไปเที่ยวชมเมือง ไปเกาะอื่น ฟังดูดีนะ ไปเกาะอื่น แต่จริงๆแล้ว มันใกล้มากเลยค่ะ ขับรถข้ามเกาะไปได้เลย เพราะแต่ละเกาะ จะมีสะพานเชื่อมกันหมด พาไปทานข้าว ไปดูซากุระ เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ซากุระบานพอดีค่ะ สวยมากเลยย! มีเทศกาลดูซากุระตอนกลางคืนด้วย! การไปชมดอกไม้นี้ เค้าจะเรียกว่า hanami(花見)ค่ะ ชื่อเหมือนขนมเลยเนอะ555 hana(花() แปลว่าดอกไม้ ส่วน mi()แปลว่าดูค่ะ รวมกัน ก็เลยแปลว่า ดูดอกไม้ค่ะ แต่การชมดอกซากุระตอนกลางคืน เขาจะใช้คำว่า yozakura(夜桜)ถ้าแปลตรงตัวก็จะแปลว่า ซากุระกลางคืนค่ะ

The school was still on a holiday when I arrived there, so my host family tried to find something for me to do on my free time.  They would take me for sightseeing around the city and other islands nearby, which we could just drive from one to another island very easily because there are bridges connected every island.  It was the season which Sakura or cherry blossom bloomed when I went there.  It was very pretty!  They also had a Cherry Blossom Festival at night, which you would go and see Sakura in the night time! I think that was pretty cool.  The Cherry Blossom festival in Japanese is called Hanami (花見), which hana (花) means flower and mi (見) means to see.  However, for the festival at night, they would call it yozakura (夜桜), which literally means night sakura.

 

   สะพานข้ามระหว่างเกาะค่ะ

bridge connecting island to island

โฮสมัมสุดน่ารักก

my cutie host mother

ซากุระกำลังจะบาน

it's blooming!

บานเป็นช่อสวยเชียวว

ซากุระในยามค่ำคืน

night sakura

 

ถนนช็อปปิ้งในเมือง ซึ่งไม่มีอะไรให้ช็อป

shopping street

 

มีอยู่วันนึง โฮสพาไปกินราเม็งที่ร้านในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกค่ะ ตอนกิน ต้องดูดเส้นเสียงดังๆด้วย เพราะคนในร้านทำกันหมดเลย เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามอีกแล้วค่ะ 555 อยู่ที่ญี่ปุ่นซดเสียงดังๆได้ แต่อยู่ไทยก็อย่าทำละกันเน้ออ เดี๋ยวจะโดนหาว่าไม่มีมารยาท 

I found something unusual for me to do when my host mother took me to a ramen restaurant.  Everyone in the restaurant sucked in the noodles very loudly including my host mum, so I decided to do it also because I didn’t want to be different.  Again, this is an adaptation.  Learning and accepting their cultures would make us live happily in the society.  Some of you might think that it is something very rude to do in your country, and yes I agree because it does considered as a bad manner in my country too, but you’re living in another country that you do not do what you used to do, but do what the people in the society do.

            มีเรื่องซึ้งๆน่ารักๆเกิดขึ้นด้วย คือวันนั้น โฮสแม่พาไปเดินเล่นในเมือง แล้วเขาก็พาไปพักดื่มน้ำที่คาเฟ่แห่งหนึ่ง เราก็สั่งน้ำส้ม แล้วพอกินเสร็จ ออกจากร้าน เราก็ถามว่าน้ำส้มเท่าไหร่ เดี๋ยวเราจะจ่ายให้ โฮสมัมก็ตอบว่า "ไม่ต้องหรอก เวลามากินกับโฮส โฮสจะจ่ายให้หมด" แล้วมัมก็พูดต่ออย่างซึ้งๆว่า "ตอนนี้เราเป็นลูกสาวแล้วนะ" เราแบบ โอ้ว...น่ารักจังง ใจดีมากก

Okay, I’m getting too serious, so let’s hear some cute story.

            One day when my host mum took me a little walk in the town, something memorable and sentimental happened. We went into a random café to have some drinks and I had orange juice.  After we came out of the café, I asked her how much was my juice, I would pay for her later when we get home, but she replied, “Don’t worry, whenever you’re with host family, we will pay for you”. Then she said “You’re my daughter now”, and I was like…Oh…that’s so sweet.

 

            มาที่นี่ รู้สึกว่า ได้ทำอะไรที่อยู่ที่ไทยไม่มีโอกาสได้ทำเยอะมาก และอย่างหนึ่งที่รู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี และเป็นประสบการณ์มาก คือได้ไปสอนภาษาอังกฤษให้เด็กๆค่ะ คือมีคนรู้จักของเพื่อนแม่ เขาสอนภาษาอังกฤษพิเศษ เป็นอาชีพอยู่แล้ว แล้วตอนนั้นเรายังไม่เปิดเทอมอยู่บ้านเฉยๆ เขาก็เลยชวนเราไปด้วยค่ะ จริงๆเราก็ไม่ได้สอนอะไรจริงจังขนาดนั้น ก็แค่พูดแนะนำตัว ว่าเรามาจากไหน พูดถึงประเทศไทยแบบง่ายๆให้เด็ก ป.2 ฟังเองค่ะ แล้วก็พูดคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบเด็กๆ เล่นเกมกับเด็ก เด็กน่าร๊ากกมากเลยค่ะ ขี้อายมากด้วย เด็กผู้ชายญี่ปุ่น ขี้อายกว่าผู้หญิงอีก ให้ออกไปพูดหน้าห้องที (ในห้องมีแค่สี่คน) เขินน บิดซะ แต่น่ารักมากก;P

I think I had a lot of great opportunities to do things in Japan; things that I would never get to do in Thailand. One of them was teaching English to young children.  My host mum has a friend who teaches English as her career, so her friend invited me to teach in her class.  Well, the word ‘teaching’ may not be right, because I didn’t actually teach them.  I was more like a guest.  I had to introduce myself and Thailand to the kids in a very easy way, and helped the teacher read the words out loud, played some games together with the kids and that’s all.  The kids were extremely cute!!  There were only in grade 2.  They were sooo bashful, especially the boys!  Whenever we had them speak in front of the class (there were only 4 students in the class), they would wriggled and would not speak.  But still cute! ;P

 

นักเรียนกลุ่มแรกในชีวิต555

My first group of students

    

เขิน เขิน

shy girl and shy boy

     

เลือกสติ๊กเกอร์กันเป็นรางวัล เห็นแล้วนึกถึงสมัยตัวเองเด็กๆ

kids choosing stickers for their prizes reminds me of the old days

  อีกประมาณสองอาทิตย์หลังจากที่ไปถึง จะเปิดเทอมค่ะ ในระหว่างที่ปิดอยู่นั้น โฮสก็ให้ลูกสาวของเพื่อน ที่เคยอยู่โรงเรียนที่เราจะไป ขี่จักรยานนำทางเราไปโรงเรียนค่ะ ตอนเปิดเทอมจะได้ขีไปกลับเองได้ ทางไปโรงเรียน ประมาณสี่กิโลได้ค่ะ ขี่แรกๆ เหนื่อยเอาการเหมือนกันค่ะ เพราะว่า จะมีเนินเล็กๆอยู่ด้วย แล้วเมืองเรายังติดทะเลอีก เวลาผ่านทะเลที ลมจะพัดแรงมากค่ะ บางที ขี่ไม่ไปเลย ตอนช่วงแรกๆที่นั่งรถ แล้วเห็นเด็กนักเรียนขี่จักรยานกันในเมือง รู้สึกตื่นเต้น อยากขี่บ้าง เพราะอยู่ที่ไทยไม่เคยมีโอกาสได้ขี่จักรยานไปโรงเรียนเองแน่นอน แต่พออยู่ๆไป เริ่มขี้เกียจขี่ เพราะตอนเช้า ตื่นมา ง่วงๆ ปกติอยู่ที่ไทยนั่งรถไป ก็หลับในรถ แต่นี่หลับก็ไม่ได้ แล้วยังต้องมาขี่เองอีก แอบขี้เกียจค่ะ555 ตอนเย็น ขี่กลับมาเอง ยิ่งเข้าชมรมด้วยแล้ว เลิกทุ่มนึงเลยค่ะ ก็ต้องขี่กลับมามืดๆ ทางเปลี่ยวๆ ไม่ค่อยชอบเลยค่ะ บางทีก็เลยขึ้นรถบัสเอา

School would start in around two weeks after I had arrived. My host mum had her friend’s daughter who had gone to the same school as where I was going to go to, biked to the school with me during the holiday, so I could go to school by myself when it started.  It was around 4 kilometers from my home to school, and I would say that it was pretty tough for me at first to ride a bike for 4 kilometers because there were some small hills too.  The town that I lived in was also bordered with sea, so sometimes when I rode to where the sea was, the wind just blew very strongly that my bike couldn't move forward. 

On the first few days when I saw the students riding their bikes in the town, I was so excited that I would get to ride a bike to school because I never ever had a chance to ride a bike to school in Thailand before.  It would take me ages to get to school if I do so.  Yet, that excitement didn’t last long after the school had started.  I realized that it was not fun and not as comfortable as sitting in my mum’s car.  I became lazy to ride a bike because I was sleepy in the morning and didn’t want to move my body anywhere.  I didn’t like riding it back from school, especially when I joined a club at school which ended at 7pm when the road was already dark.  I had to pass a street which did not have much light and it was completely soundless, only my bike’s wheels bumping on concrete’s sound left to be heard.  It was pretty creepy that I sometimes imagined of a scene from a horror movie I’d watched, so I took the bus more often later on. lol

 

แดดกระทบน้ำ โรแมนติคสุดๆ

a very romantic view(for me Surprised)

ระหว่างทางกลับบ้านตอนบ่าย

on the way home in the afternoon

            คืออยู่ญี่ปุ่นนี่ ไม่น่ากลัวหรอกค่ะ เรื่องความปลอดภัยเค้าดีเยี่ยม โดยเฉพาะเมืองเรา เป็นเมืองเล็กๆด้วย แต่เราก็กลัวอยู่ดี เพราะมันมืด แทบไม่มีไฟบนถนน(ไม่ใช่ว่าทั้งเมืองเป็นแบบนี้นะคะ แค่มีถนนบางเส้น ที่เราต้องผ่าน) เมืองในญี่ปุ่น ถึงแม้จะเป็นต่างจังหวัด แต่ก็ค่อนข้างเจริญทุกเมืองเลยค่ะ ถนนสะอาดกันทุกเมือง เห็นแล้วก็สงสัย ว่าเค้าทำได้ยังไง อยากจะกลับไปทำให้บ้านเราเป็นอย่างนั้นบ้าง

Japan is a very peaceful country; in addition, where I lived was a small town, so it was actually really safe.  But as I mentioned above, that the streets were all dark and not so many lights were on, (Not the whole town was dark, just some of the streets I had to pass) and I did not literally afraid of people alone, but something mysterious also. Lol

            Most of the cities in Japan, even rural areas, were all developed, and all cleaned.  I always wonder how they managed their country every time I look at the street.  One day,  I would like to make my country as good as they do too.

 

 

วิวในเมือง

random pic of the town

ทางนี้แหละค่ะ ตอนกลางคืนมันเปลี่ยนมาก แทบไม่มีไฟบนถนนเลย
this was where my mind started imagining things from movies at night
  จอดแวะชมวิวริมทาง
a little break to appreciate nice view
 
สำหรับวันนี้ก็มีเพียงเท่านี้แหละค่ะ ขออภัยที่วันนี้ มีหลายเรื่องมารวมกันในครั้งเดียว ขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะคะ อย่าลืม! กดไลค์ กดแชร์ และทิ้งคอมเม้นกันไว้ด้วยนะค้า เจอกันครั้งหน้าค่า!
 
That's it for today.  I apologize for throwing in lots of things today, but thanks for reading it until the very end anyway!  Don't forget to hit the like and share button and leave some comments down below! See you next time!

 

edit @ 24 Jun 2014 22:30:43 by Mimiryn

edit @ 24 Jun 2014 22:49:42 by Mimiryn

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By yeast. on 2014-10-10 12:16

ได้เจ้าของบ้านดี มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วค่ะ วิถีชีวิตเมืองเล็กนี่ที่ไหนก็น่าอยู่ไปหมดเนอะ เรียบๆง่ายๆดี ขี่จักรยานไปรร.

#9 By ปุ๋ย (110.49.243.148|110.49.243.148) on 2014-08-18 09:28

สนุกจัง  รออ่านอยู่นะค่ะ

#8 By nualchan (203.159.14.13|203.159.14.13) on 2014-06-26 12:53

เขียนได้น่ารักมากเลยคะ

#7 By (118.172.251.234|118.172.251.234) on 2014-06-25 18:27

เขียนได้น่ารักมากเลยคะ

#6 By (118.172.251.234|118.172.251.234) on 2014-06-25 18:27

#5 By (118.172.251.234|118.172.251.234) on 2014-06-25 18:26

#4 By (49.230.128.131|49.230.128.131) on 2014-06-25 15:27

อ่านเพลินดีค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

#3 By Vanillaly_Coco (101.108.65.97|101.108.65.97) on 2014-06-25 12:02

อ่านเพลินดีค่ะ รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

#2 By Vanillaly_Coco (101.108.65.97|101.108.65.97) on 2014-06-25 12:02

ดีมากค่ะ จะคอยติดตามอยู่เรื่อยๆ ขอให้สนุกกับการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นนะจ๊ะ

#1 By Muttanin (182.255.9.64|10.249.156.34, 182.255.9.64) on 2014-06-25 10:07